วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ประวัติการศึกษาจังหวัดเพชรบุรี

ประวัติการศึกษาจังหวัดเพชรบุรี

เพชรบุรีในสมัยโบราณเป็นเมืองท่า เมืองหลวงและเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งที่เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยทวารวดี คือ พุทธศตวรรษที่ ๑๑ เป็นลำดับมา ทั้งนี้สังเกตได้จากการขุดพบโบราณวัตถุและโบราณสถานที่ปรากฏ จากการที่มีวัดมากมายอยู่ถัดๆ กันไปเช่นเดียวกับเมืองนครศรีธรรมราช อันแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาในอดีตได้เป็นอย่างดี
ความเจริญรุ่งเรืองนี้มิใช่มีเพียงวัตถุเท่านั้น ในด้านการศึกษาก็ย่อมมีส่วนสัมพันธ์กันด้วย ทั้งนี้เพราะวัดเป็นแหล่งรวบรวมสรรพวิชาความรู้ต่างๆ บิดามารดาจึงนำบุตรชายของตนไปฝากวัตถุวัดเพื่อศึกษาวิชาหนังสือโดยฝากพระสงฆ์ให้สอนหนังสือไทย คือ ก ข นะโม รวมทั้งหนังสือขอม บาลี ในขณะเดียวกันก็ได้รับการอบรมด้านมารยาทไปด้วย เวลาที่เหลือก็ช่วยทำงานเล็กๆ น้อยๆ ให้กับอาจารย์ นอกจากวิชาหนังสือดังกล่าวแล้วอาจเรียนวิชาโหราศาสตร์ วิชาหมอนวด วิชาคงกระพันชาตรี การช่างคือ ช่างไม้ ช่างเขียน ช่างรักหรืองานแกะสลัก เป็นต้น เพราะวัดต่างๆ ในเมืองเพชรบุรีมีตำรับตำราอยู่เป็นจำนวนมาก ดังคำกล่าวของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า
“หนังสือซึ่งหาได้มาจากเมืองเพ็ชรบุรี มีหนังสือเก่าแลมีเรื่องแปลกๆ มาก ไม่เคยพบหนังสือเช่นนั้นว่ามีที่ไหนอีก มีหนังสือสร้างครั้งกรุงเก่าจานบอกปีสร้างไว้ที่ใบปก ตั้งแต่ในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถแลต่อมาแทบทุกรัชกาล เหตุใดหนังสือเก่าจึงยังมีอยู่ที่เมืองเพ็ชรบุรีมากสืบถามได้ความตามคำผู้เถ้าเล่าสืบต่อกันมาว่า เมืองครั้งพม่าข้าศึกยกเข้ามาตีกรุงเก่า พม่าเผาบ้านเมืองรายทางเข้ามา เมื่อข้าศึกจวนจะถึงเมืองเพ็ชรบุรี พระสงฆ์ปรารภกันว่า ถ้าเมืองเพ็ชรบุรีถูกพม่าเผาพระไตรปิฎกก็จะเป็นอันตรายเสีย จึงช่วยกันเก็บขนพระไตรปิฎกไปซ่อนไว้ในถ้ำ ด้วยเหตุนี้หนังสือเก่าจึงได้รอดพ้นอันตรายมาได้ ความที่ว่ามานี้เห็นจะเป็นความจริง ด้วยเมืองเพ็ชรบุรีมีถ้ำอยู่ใกล้ๆ หลายแห่งแลประเพณีที่ซ่อนหนังสือไว้ในถ้ำเช่นว่านี้ เปนประเพณีที่มักทำกันแต่โบราณ” นอกจากนี้พระองค์ยังได้ทรงสันนิษฐานอีกว่า “ที่หนังสือเรื่องแปลกๆเหล่านี้ไปตกอยู่ที่เมืองเพ็ชรบุรีสันนิษฐานประกอบกับความที่ได้ทราบ เข้าใจว่า เปนด้วยพระราชาคณะผู้ใหญ่แต่ก่อนเปนชาวเมืองเพ็ชรบุรีมีหลายองค์ เช่น สมเด็จพระพุทธโฆษรจารย์ (ฉิม) เปนต้น พระราชาคณะนั้นๆ มักไปสถาปนาวัดในเมืองอันเปนชาติภูมิแล้วส่งของออกไปแต่งวัดเปนลำดับมา”ดังนั้นแหล่งความรู้ของเด็กเพชรบุรีจึงอยู่ที่วัดเรื่อยมา จนกระทั่งพวกมิชชั่นนารีชางอเมริกันได้มาจัดตั้งโรงเรียนขึ้น แต่ พ.ศ. ๒๔๐๔ สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นลำดับมา การศึกษาจึงมีแนวโน้มจากวัดมาเป็นโรงเรียนและเรียนแบบสหศึกษา
ครั้งแรกพวกมิชชั่นนารีได้มาจัดตงโรงสวกเพื่อสอนคริสต์ศาสนาและรักษาผู้ป่วยพร้อมกันไปด้วย คือเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๐๔ โดย ดร. ซามูเอล เรโนลด์ ท่านผู้นี้ได้เดินทางเข้ามาเมืองไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๐ ท่านได้รับความช่วยเหลือในด้านที่อยู่จากเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค) ผู้ว่าราชการเมืองเพชรบุรี แต่อยู่ได้ไม่นานนักท่านประสบอุบัติเหตุจากหลังม้า เรื่องโรงเรียนจึงยังคงค้างอยู่ ต่อมาครอบครัวของ เอล จี แมคฟาร์แลนด์ และครอบครัวของ ดร. ดาเนียล แมคกิลวารีได้เดินทางมาประจำ ณ เมืองเพชรบุรี
แมคฟาร์แลนด์ได้ขออนุญาตพระยาเพชรบุรีจัดตั้งโรงเรียนขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นโรงเรียนสอนเด็กเล็กโดยมีนางแมคฟาร์แลนด์เป็นครู ต่อมานางได้นำจักรเย็บผ้ามาสอนให้กับเด็กนักเรียนหญิง เมื่อนักเรียนเหล่านี้สำเร็จการศึกษาก็ได้รับบรรจุเป็นครูสอนในโรงเรียนที่ได้เปิดขึ้นใหม่
ในปี พ.ศ. ๒๔๒๐ แมคฟาร์แลนด์ได้ก่อสร้างตึกขึ้นหลังหนึ่ง เพื่อจัดตั้งเป็นโรงเรียนคริสเตียน ชื่อว่าโรงเรียนสตรีฝึกทำการหรือ Christian Vocational School สำหรับให้นักเรียนหญิงเรียน เข้าใจว่าเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาคือขยายงานจากที่นางแมคฟาร์แลนด์ได้ดำเนินการอยู่ อาคารดังกล่าวไม่แล้วเสร็จ ทั้งนี้เพราะขาดทุนทรัพย์ในการก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระจุลตอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชทานเงินจำนวนหนึ่งพันดอลลาร์ บรรดาขุนนางได้บริจาคตามเสด็จด้วย จึงได้ดำเนินการก่อสร้างจนเสร็จและมีเงินเหลือนำไปสร้างโบสถ์ได้อีกหลังหนึ่งด้วย
ขณะที่นายแมคฟาร์แลนด์พำนักอยู่ ณ เพชรบุรี ท่าได้จัดพิมพ์เพลงนมัสการพระผู้เป็นเจ้าเป็นภาษาไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๗ จัดทำพจนานุกรมภาษาอังกฤษ – สยามขึ้นจำนวน ๔๐๐ เล่ม บุตรชายคือ จี บี แมคฟาร์แลนด์ได้ส่งไปศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ ณ สหรัฐอเมริกา สำเร็จการศึกษาแล้ว ดร.จี บี แมคฟาร์แลนด์ได้รับราชการอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราช ได้เป็นอาจารย์ใหญ่แห่งราชแพทยาลัย ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระอาจวิทยาคม ดร. แมคฟาร์แลนด์ได้มาช่วยทำนุบำรุงสิ่งก่อสร้างที่บิดาได้ดำเนินการไว้ ณ เพชรบุรี
เกี่ยวกับนายแมคฟาร์แลนด์นี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ได้โปรดฯให้ท่านจัดตั้งโรงเรียนขึ้น ณ สวนอนันต์ ชื่อโรงเรียน King’s College
อย่างไรก็ตามครอบครัวของ ดร.แมคกิลวารีก็ยังคงสอนหนังสือและรักษาผู้ป่วยอยู่ ครอบครัวนี้มีความสนใจลาวทรงดำมาก จึงหาโอกาสไปสอนหนังสือสอนศาสนาให้ในเวลากลางคืน เพราะเวลากลางวันลาวทรงดำเหล่านี้ต้องไปช่วยงานการก่อสร้างพระนครคีรี
โรงเรียนที่คณะมิชชันนารีจัดตั้งนี้ได้แยกเป็นโรงเรียนสำหรับนักเรียนชายและสำหรับนักเรียนหญิง โรงเรียนนักเรียนชายเรียกว่า ศิริสกูล จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๙ จึงเปลี่ยนชื่อเป็น แรงกินแมมโมเรียลสกูลหรือโรงเรียนประดิษฐ์วิทยาและต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนอรุณประดิษฐ ส่วนโรงเรียนสำหรับนักเรียนหญิง เรียกว่า โรงเรียนสตรีฝึกทำการหรือ Christian Vocational School ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเฮาเวิร์ดเมมโมเรียลสกูลหรือโรงเรียนอรุณสตรี สอนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเก็บค่าเล่าเรียนคนละ ๑ บาท ต่อเดือน
จากรายงานการศึกษาของจังหวัดเพชรบุรี พ.ศ. ๒๔๔๑ ได้กล่าวถึงการจัดชั้นเรียนว่าได้แบ่งเป็น ๗ ระดับ คือ ชั้นปีที่ ๑ ถึงชั้นปีที่ ๗
โรงเรียนที่ทำการเปิดสอนอยู่ขณะนี้มี ๖ แห่ง ชั้นปีที่ ๖ และ ๗ ยังไม่ได้เปิดสอน โรงเรียนและนักเรียนมีดังนี้
๑. โรงเรียนศิริสกูล ตั้งอยู่ที่บ้านคณะมิชชันนารี มีนักเรียนทั้งหมด ๔๐ คน แบ่งเป็น
ชั้นปีที่ ๑ มี ๒๒ คน
ชั้นปีที่ ๒ มี ๘ คน
ชั้นปีที่ ๓ มี ๑๐ คน
๒. โรงเรียนสตรี จำนวนนักเรียนมี ๑๒ คน
ชั้นปีที่ ๑ มี ๕ คน
ชั้นปีที่ ๓ มี ๕ คน
ชั้นปีที่ ๕ มี ๒ คน
๓. โรงเรียนประตูเมือง เป็นแบบสหศึกษา รวมนักเรียนทั้งหมด ๔๐ คนเป็นนักเรียนชาย ๑๔ คน นักเรียนหญิง ๒๖ คน
ชั้นปีที่ ๑ มี ๓๖ คน
ชั้นปีที่ ๒ มี ๔ คน
๔. โรงเรียนบ้านครูทิม เป็นแบบสหศึกษามีนักเรียนทั้งหมด ๒๕ คน นักเรียนชาย ๑๔ คน นักเรียนหญิง ๑๑ คน
ชั้นปีที่ ๑ มี ๒๒ คน
ชั้นปีที่ ๒ มี ๓ คน
๕. โรงเรียนที่มุมพระยาอมรินทรฦาไชย เป็นแบบสหศึกษา มีนักเรียนทั้งหมด ๒๐ คน นักเรียนชาย ๘ คน นักเรียนหญิง ๑๒ คน
ชั้นปีที่ ๑ มี ๑๗ คน
ชันปีที่ ๒ มี ๓ คน
๖. โรงเรียนที่หัวสะพาน เป็นแบบสหศึกษา รวม ๘ คน นักเรียนชาย ๔ คน หญิง ๔ คน
ชั้นปีที่ ๑ มี ๗ คน
ชั้นปีที่ ๒ มี ๑ คน

เกี่ยวกับหลักสูตรนั้น ตั้งแต่ปีที่ ๑ ถึงปีที่ ๗ มีดังนี้
ชั้นปีที่ ๑ เรียนวิชาเลข หัดคิดเลขจำนวน ๑ - ๒๐ หนังสือเรียนมี แบบเรียนเร็ว เล่ม ๑ เขียนตามคำบอก หัดเขียนถ้อยคำและตัวเลขบนกระดานชนวน เขียนตัวอักษรไทย
ชั้นปีที่ ๒ เรียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เรียนวิธีหาร หนังสือแบบเรียนเร็ว เล่ม ๒ เขียนตามคำบอก คัดลายมือด้วยดินสอดำ หนังสือชื่อ วิชาน่ารู้ของเราเอง หนังสือปริศนาธรรม หนังสือสั่งสอนคนทั้งปวง ภาษาอังกฤษเรียน บันไดเล่ม ๑
ชั้นปีที่ ๓ เรียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หัดคิดเลขตามมาตรา เศษส่วน แบบเรียนเร็วเล่ม ๓ สังโยคพิธาน เขียนลายมือด้วยหมึก แต่งเรื่อง หนังสือพงศาวดารสร้างโลก หนังสือปุจฉาวิสัชนา ภาษาอังกฤษเรียน รีดเดอร์ เล่ม ๑ เขียนตามคำบอก หัดคัดลายมือบนกระดานชนวน
ชั้นปีที่ ๔ เรียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เลขจบเล่มที่ ๔ สยามไวยากรณ์ แต่งเรื่อง เขียนลายมือด้วยหมึก วิชาปรัชญา เล่ม ๑ ภูมิศาสตร์ทวีปเอเชีย แผนที่ พงศาวดารอิสราเอล หนังสือกิจการพระเยซู ภาษาอังกฤษเรียนรีดเดอร์ เล่ม ๒ เขียนตามคำบอกและคัดลายมือด้วยหมึก
ชั้นปีที่ ๕ เรียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พงศาวดารสยาม หนังสือกิจการพระเยซู หนังสือกิจวินิจฉัย ข้อเชื่อฝ่ายคริสต์ศาสนา ภาษาอังกฤษเรียนเลขเป็นภาษาอังกฤษ รีดเดอร์เล่ม ๓ เขียนตามคำบอกและคัดลายมือ แปลไทยเป็นอังกฤษ เรื่องประโยคและเรียนภูมิศาสตร์ต่างประเทศ
ชั้นปีที่ ๖ เรียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ภาษาไทยเรียนพงศาวดารอังกฤษ พงศาวดารประเทศต่างๆ รีดเดอร์เล่ม ๔ ไวยากรณ์ แต่งประโยค วิชาปราณีธรรมคุณศาสตร์ สานุศิษย์พระเยซูเรียนเลขและพีชคณิตเป็นภาษาอังกฤษ
ชั้นปีที่ ๗ เรียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ภาษาไทยเรียนเรขาคณิต โหราศาสตร์ คำอุปมา กฤติคุณทำนาย รีดเดอร์เล่ม ๕ ไวยากรณ์เล่ม ๒ แต่งความและจดหมาย ปรัชญาเล่ม ๒
จะเห็นได้ว่า หลักสูตรที่เรียนนั้นมีทั้งวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา ใช้เวลา ๗ ปี หลักสูตรและแบบเรียนนี้เข้าใจว่าคณะมิชชันนารีเป็นผู้กำหนดขึ้นใช้ จากรายงานดังกล่าว จะเห็นว่านักเรียนชั้นสูงๆ มีจำนวนน้อยมาก ทั้งนี้เพราะมีสาเหตุหลายประการดังพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๓ ณ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ความตอนหนึ่งว่า
“เมื่อนักเรียนเรียนรู้หนังสือภาษาไทยแล้วก็มักจะออกไปจากโรงเรียนเสีย ถึงว่าอายุน้อยก็ไม่รออยู่เรียนต่อไปอีก บางคนรู้เพียงร้อยคำสองแล้วก็มักจะออกไปจากโรงเรียนเสีย ถึงว่าอายุน้อยก็ไม่รอดอยู่เรียนต่อไปอีก บางคนรู้เพียงร้อยคำสองร้อยคำ บอกบิดามราดาว่ารู้ภาษาอังกฤษพอใช้แล้ว บิดามารดาก็มาถอนออกไปเสีย การซึ่งนักเรียนรีบออกจากโรงเรียนไปในเวลานี้ก็เห็นอยู่ว่า มีเหตุที่ชอบไปอย่างหนึ่ง เพราะแต่ก่อนๆ การเล่าเรียนไม่มีเป็นหลักฐาน ผู้ที่รู้หนังสือจริงๆ มีจำนวนน้อย ราชการทุกวันนี้ใช้หนังสือมาก เสมียนในออฟฟิสต่างๆ ก็ไม่พอใช้ เมื่อนักเรียนรู้หนังสือไทยแล้ว ก็มีที่หากินพอความปรารถนาเสียแล้ว จึงไม่รักเล่าเรียนต่อไป”อีกประการหนึ่งทรงกล่าวว่า “นักเรียนลดถอยน้อยลงไปด้วยความตื่นตกใจว่าจะเก็บมาเป็นทหาร” เรื่องการเอานักเรียนไปเป็นทหารนี้ ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสภูเก็ต พ.ศ. ๒๔๖๐ ทรงกล่าวไว้ว่า “เรื่องโรงเรียนผู้หญิงเมื่อแรกสร้าง ราษฎรลือว่าจะบังคับให้ผู้หญิงเข้าโรงเรียนเพื่อจะเอาไปเป็นทหาร”อย่างไรก็ตาม การที่นักเรียนต้องออกเสียกลางคันนั้นอาจจะมีปัญหาการทำมาหากินของบิดามารดา เช่น การทำนา ทำสวน เป็นต้น ปัญหาด้านสติปัญญาของนักเรียน ตลอดจนความสนใจของผู้ปกครองและตัวนักเรียนเอง ดังได้กล่าวแล้วว่าโรงเรียนวัดในระยะแรกยังไม่ได้เปิดทำการอย่างจริงจัง เมื่อคณะมิชชันนารีเข้ามายังเมืองเพชรบุรีตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๐๔ แล้วเป็นเวลาหลายปีโรงเรียนวัดจึงได้จัดขึ้นสองแห่ง คือ วัดโพธารามและวัดพลับเพลาไชย โรงเรียนวัดโพธารามต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนโพธิ์ศึกษาหรือโรงเรียนบุญเลี่ยมในปัจจุบัน ส่วนโรงเรียนวัดพลับเพลาไชยนั้นเจ้าอาวาสชื่อ ฤทธิ์ ได้จัดตั้งสอนภาษาไทยภาษาขอมตลอดจนวิชาชีพ เช่น แกะสลัก วาดเขียน ตำรายา โขนละคร แต่กิจการของโรงเรียนทรุดลง จึงโอนให้พระสุวรรณมุนี (ฉุย) เจ้าอาวาสวัดคงคารามดำเนินการจัดตั้งเป็นโรงเรียน ชื่อ โรงเรียนบำรุงไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๕๔ ได้รับการยกฐานะเป็นโรงเรียนรัฐบาล ชื่อ โรงเรียนตัวอย่างประจำจังหวัดเพชรบุรีจนถึง พ.ศ. ๒๔๗๓ เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดเพชรบุรี (วัดคงคาราม) ใน พ.ศ. ๒๔๙๔ เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนเพชรบุรี (วัดคงคาราม) และเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นโรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี
จากรายงานการประชุมเรื่องการศึกษาของจังหวัดเพชรบุรีเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ ซึ่งประชุม ณ เมืองเพชรบุรี โดยมี พระราชกระวี เจ้าคณะมณฑลราชบุรี เป็นประธาน พระครูญาณเพชรรัตน์ได้กล่าวได้ตอนหนึ่งว่า การเรียนหนังสือไทยซึ่งเป็นอยู่ขณะนั้น โรงเรียนหลวงจะมีข้าหลวงธรรมการคอยช่วยเหลือกิจการให้ดำเนินก้าวหน้าไปได้ ส่วนโรงเรียนราษฎร์ที่ทางวัดจัดขึ้นนั้น มีนักเรียนตั้งแต่ ๔๐ คนถึง ๑๐๐ คนขึ้นไปก็มีอยู่หลายแห่ง ไม่ได้รับเงินอุดหนุนแต่ประการใด ที่ดำรงอยู่ได้ก็เพราะกำลังกายกำลังใจของผู้ดำเนินงาน โรงเรียนเหล่านี้น่าจะหาลู่ทางให้เจริญโดยรวดเร็ว พระครูสุวรรณมุนีรองเจ้าคณะจังหวัดผู้อุปการะโรงเรียนวัดคงคาราม ได้กล่าวในที่ประชุมว่าการขอแรงสนับสนุนทั้งกำลังทรัพย์และกำลังแรงจากครูก็จะดำเนินกิจการของโรงเรียนไปได้ จาดปัจจัยดังกล่าวก็จะทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นโรงเรียนที่มีนักเรียนตั้งแต่ ๔๐ คนขึ้นไปควรที่ทางราชการจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ทางข้าหลวงธรรมการก็ตอบว่าจะได้ช่วยตามสติกำลัง ดังที่ได้กระทำไปที่จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี โดยเรี่ยไรเงินจากผู้ปกครองปีละไม่เกิน ๓ บาท เพื่อสนับสนุนครู สำหรับเมืองเพชรบุรีนั้น มีข้าราชการเต็มใจที่จะช่วยเหลือ แต่ก็ไม่ควรทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน การศึกษาเล่าเรียนในระดับต่างๆ ถ้าหากเจ้าคณะมณฑลได้ช่วยจัดการสอบไล่ปีละครั้งก็จะดี ซึ่งรวมไปถึงการจัดหลักสูตรในแต่ละระดับ
โรงเรียนสำหรับนักเรียนหญิง ชื่อโรงเรียนคามวาสี จัดโดยจางวางอยู่ คุณแอม คุณเปรม ได้รับการสนับสนุนจากพระสงฆ์นิกายธรรมยุติ โรงเรียนนี้แบ่งเป็น ๓ ชั้น คือ ชั้นเด็กเล็ก ชั้นกลางและชั้นเด็กใหญ่ การเรียนการสอนเน้นหนักด้านธรรมะ ถกปัญหาธรรม ซึ่งนอกเหนือจากการเรียน ก ข ก กา แล้ว บางเรื่องที่เรียน เช่น แม่อารี แม่ยกตัว แม่รัก แม่รู้จริง เป็นต้น
โรงเรียนสำหรับนักเรียนหญิงของรัฐบาล ได้เปิดทำการสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า เบญจมเทพอุทิศ เงินที่สร้างโรงเรียนนี้ได้จากเงินที่ชาวเพชรบุรีร่วมกันบริจาคเพื่อสร้างเทวรูปถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่พระองค์เสด็จสวรรคตเสียก่อน โรงเรียนนี้เดิมอยู่หลังศาลากลางจังหวัดติดกับวัดชีสระอินทร์ ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ ณ ที่ปัจจุบัน
เกี่ยวกับการเรียนการสอนของโรงเรียนวัดนั้นในระยะแรกเข้าใจว่า สอน ก ข นะโม หรือ ก ข ก กา เขียนตัวอักษรจนจำได้แม่นแล้วจึงหัดอ่านหนังสือประถม ก กาและหนังสือมูลบทบรรพกิจของพระยาศรีสุนทรโวหาร เมื่ออ่านจบสองเล่มนี้ก็จบชั้นเรียน นักเรียนต้องไปศึกษาต่อที่กรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตามนักเรียนอาจเรียนหนังสือขอม ท่องบทสวดมนต์ โหราศาสตร์ วิชาชีพต่างๆ สำหรับโรงเรียนวัดพลับเพลาไชยนั้น ในระยะแรกเข้าใจว่าสอนแบบดังกล่าวแล้ว และคงได้เปิดสอนชั้นประถมศึกษาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๙ เป็นต้นมา เปิดสอนถึงชั้นมัธยมปีที่ ๖ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓ เปิดแผนกพาณิชยการขึ้นในระดับมัธยมปีที่ ๗ - ๘ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ ต่อมายุบชั้นประถมและเปิดชั้นเตรียมอุดมศึกษาแผนกวิทยาศาสตร์ แบบสหศึกษาใน พ.ศ. ๒๔๙๙ และได้เปิดแผนกศิลปะในโอกาสต่อมา ส่วนโรงเรียนเบญจมเทพอุทิศเปิดสอนแบบสหศึกษาชั้นประถมถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๑ และต่อมาขยายถึงชั้นมัธยมปีที่ ๖ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ หลังจากนั้นยุบชั้นประถม เปิดสอนเฉพาะมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๖ และเปิดสอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕
ส่วนวิทยาลัยครูเพชรบุรีนั้น เดิมอยู่ที่จังหวัดราชบุรี ชื่อโรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรม เปิดสอนครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ กระทรวงธรรมการได้ให้ย้ายมาตั้งที่เขตพระรามราชนิเวศน์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรมณฑล แผนกกสิกรรมจังหวัดเพชรบุรีและได้ย้ายโรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมจังหวัดสมุทรสงครามมารวมด้วย เมื่อมีนักเรียนเพิ่มมากขึ้น ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงอนุญาตให้ใช้วัง พระรามราชนิเวศน์เป็นสถานที่เรียนและหอพัก ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้ย้ายโรงเรียนฝึกหัดครูมณฑลนครไชยศรีมารวมด้วย ใน พ.ศ. ๒๔๗๖ เปิดรับนักเรียนครูมูลขึ้นอีกแผนกหนึ่ง ใน พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัดเพชรบุรี ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๘๑ กองทัพบกต้องการใช้สถานที่ของวังพระรามราชนิเวศน์ โรงเรียนจึงต้องย้ายไปอยู่ตรงฝั่งตรงกันข้ามที่วัดเกตุอันเป็นวัดร้าง ใน พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้เปิดสอนนักเรียนฝึกหัดครูประชาบาลขึ้น ใน พ.ศ. ๒๔๙๑ เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนฝึกหัดครูเพชรบุรีและได้ใช้หลักสูตรฝึกหัดครูประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๘ หลักสูตรอื่นๆ นอกนั้นเลิกหมด ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้ย้ายโรงเรียนฝึกหัดครูนครปฐมมารวมด้วย ใน พ.ศ. ๒๕๐๕ ชาวบ้านตำบลนาวุ้งได้อุทิศที่ดินจำนวนประมาณ ๒๐๐ ไร่ โรงเรียนจึงย้ายมาอยู่ ณ ที่ปัจจุบัน ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้ยกฐานะเป็นวิทยาลัยครูเพชรบุรี และในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้รับการยกฐานะเป็นวิทยาลัยครูตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. ๒๕๑๘ เปิดสอนถึงระดับปริญญา ต่อมาได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น สถาบันราชภัฏเพชรบุรี เปิดสอนถึงปริญญาเอก และเปลี่ยนสถานะเป็น มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ในเวลาต่อมา
วิทยาลัยเทคนิคเพชรบุรี เดิมเป็นโรงเรียนของวัดยาง ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมือง เพชรบุรี ชื่อ “โรงเรียนช่างไม้วัดยาง” จัดขึ้นโดยพระราชเพชราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดยางผู้สอนใช้พระสงฆ์ที่มีความรู้ทางช่างมาช่วยสอน มีวิชาช่างไม้ ช่างแกะสลัก ต่อมาได้โอนมาสังกัดอำเภอเมืองเพชรบุรี เปิดสอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ใน พ.ศ. ๒๔๘๐ โรงเรียนได้ย้ายมาสังกัดเทศบาลเมืองเพชรบุรีได้หนึ่งปีก็โอนไปขึ้นกับกรมอาชีวศึกษาเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๑ และได้ย้ายมาตั้งที่วัดเลา ถนนบริพัตร เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนช่างไม้เพชรบุรี ถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนการช่างเพชรบุรี ใน พ.ศ. ๒๕๐๒ เปิดสอนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ป.วช.) พ.ศ. ๒๕๒๑ เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนเทคนิคเพชรบุรีและใน พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้รับการยกฐานะเป็นวิทยาลัยเทคนิคเพชรบุรี
สำหรับวิทยาลัยอาชีวศึกษานั้น ได้เริ่มเปิดสอนเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๗ ณ พระรามราชนิเวศน์ ใช้ชื่อว่า โรงเรียนการเรือนและฝึกหัดครูประกาศนียบัตร ต่อมา พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้ย้ายมาอยู่ถนนราชวิถี ตำบลคลองกระแซง เป็นที่ดินของทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ตัวอาคารเป็นตึกสองชั้นสร้างจากเงินทุนข้าราชการกรมมหาดเล็กและนักเรียนโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเพื่อเป็นพระอนุสรณ์แก่ พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภช ในรัชกาลที่ ๕ ตั้งชื่อนี้ว่า “ตึกอุรุพงศ์” สำหรับโรงเรียนการเรือนต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนช่างทอผ้า โรงเรียนช่างตัดเย็บเสื้อผ้าและโรงเรียนการช่างสตรีเพชรบุรี ใน พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้รับการยกฐานะเป็นวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี
วิทยาลัยเกษตรกรรมเพชรบุรี ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ชื่อโรงเรียนเกษตรกรรมเพชรบุรี ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ตำบลห้วยทรายเหนือ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ถนนเพชรเกษม ตรงหลักกิโลเมตรที่ ๒๒๐ และมีทางแยกเข้าไปอีกประมาณ ๑๐ กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งหมด ๘๖๒๐ ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทางรัฐบาลได้มาจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใน พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้เริ่มเปิดรับนักศึกษาและใน พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้รับการยกฐานะเป็นวิทยาลันเกษตรกรรมเพชรบุรีและเปิดสอนถึงระดับ ป.วส.
จะเห็นว่าการศึกษาของจังหวัดเพชรบุรีได้เจริญก้าวหน้า โดยระยะแรกได้รับอิทธิพลจากชาวอเมริกันซึ่งเป็นผู้วางแผนการสอนแบบใหม่และได้ดำเนินการเรื่อยมา โดยได้รับการสนับสนุนจากทางราชการเป็นอย่างดี ส่วนโรงเรียนรัฐบาลนั้นได้รับการพัฒนามาจากวัด เจริญก้าวหน้ามาทุกระดับชั้น ตั้งแต่ประถมศึกษา มัธยมศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา การศึกษาในจังหวัดเพชรบุรีจึงนับได้ว่าเจริญก้าวหน้าจังหวัดหนึ่ง

บรรณานุกรม

การฝึกหัดครู, กรม ประวัติกรมและประวัติวิทยาลัยครู กรมการฝึกหัดครู, ๒๕๑๖

คู่มือนักศึกษา วิทยาลัยเกษตรกรรมเพชรบุรี ปีการศึกษา ๒๕๒๒

จดหมายเหตุแห่งชาติ, กอง ร.๕ม. ๕๕/๑๖ มณฑลราชบุรี รายงานประจำปี

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๗ – ๒๔๕๓ โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๕๘

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยา ตำนานหอพระสมุดหอมณเฑียรธรรม หอวชิรญาณ หอพุทธสาสสังคหะ และหอสมุดสำหรับพระนคร โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๕๙

ประวัติวิทยาลัยเทคนิคเพชรบุรี ( อัดสำเนา )

ประวัติวิทยาลัยอาชีวศึกษา ( อัดสำเนา )

มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ จดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ. ๑๒๘ องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๐๖

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๖ มีนาคม ร.ศ. ๑๒๘ ( พ.ศ. ๒๔๕๓ ) หน้า ๒๗๔๓ – ๔๙

แวลล์, เคนเนท อี. ประวัติศาสตร์โปรแตสแตนท์ในประเทศไทย ๑๘๒๘ – ๑๙๕๘ สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย, ๑๙๕๘ ( ๒๕๐๑ )

สัมภาษณ์ อาจารย์เหรียญเพชร ตาลวันนา

ญาณสติ # ๖ เปรตขอส่วนบุญ

   ภาพจากอินเทอร์เน็ต              เรื่องของเปรต           ญาติผู้ล่วงลับบางคนยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด แต่...