วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ปรางค์วัดกำแพงแลง








ปรางค์หรือพระปรางค์วัดกำแพงแลงตั้งอยู่ในตลาด อำเภอเมืองเพชรบุรี นับว่าเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่มากแห่งหนึ่งของเมืองเพชรคือน่าจะก่อสร้างตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗
ปรางค์วัดกำแพงแลงประกอบด้วยหมู่ปรางค์ ๕ หลัง ทุกองค์หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วศิลาทรงสี่เหลื่ยมผืนผ้าทั้งสี่ทิศ บริเวณด้านหน้ามุมซ้ายมีสระน้ำรูปทรงสี่เหลี่ยม เข้าใจว่าสร้างในสมัยเดียวกัน
ปรางค์ทั้ง ๕ หลัง มีปราสาทองค์กลางเป็นประธาน โดยมีปรางค์องค์ประกอบสามหลัง คือองค์ด้านซ้ายด้านขวาและด้านหลัง เฉพาะองค์ด้านหลังได้พังลงมานานแล้ว ส่วนปรางค์อีกองค์หนึ่งอยู่ทางด้านหน้าขององค์ประธานและค่อนข้างห่างจากกลุ่มสี่องค์แรก
ปราสาทองค์ประธานมีมุขยื่นออกไปทั้งสี่ด้าน และมีประตูทั้งสี่ด้าน ส่วนของยอดปรางค์ชำรุด
องค์ทางขวามือหันหน้าสู่ทิศตะวันออก ยอดยังสมบูรณ์ สร้างเป็นคูหามีประตูเข้าทางเดียวคือทางทิศตะวันออก เข้าใจว่าองค์ทางซ้ายมือและองค์หลังที่พังลง มีรูปลักษณะเช่นเดียวกับองค์ทางขวามือ
ส่วนองค์ทางด้านหน้าสุดมีประตูทางเข้าออกทางทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตก คล้ายกับเป็นซุ้มประตูทางเข้าหมู่ปราสาท ส่วนประตูอีกสองด้านเข้าใจว่าเดิมสร้างเป็นท่อนเดียวคล้ายหน้าต่าง หรืออาจจะเป็นประตูทั้งสี่ด้านเหมือนองค์กลางก็ได้
สำหรับกำแพงแก้วรอบหมู่ปราสาท ซึ่งทำให้เกิดเป็นบริเวณนั้น ส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพดี โดยเฉพาะกำแพงด้านทิศเหนือ บริเวณข้างสระน้ำติดกุฏิ ยังเห็นลักษณะเดิมอย่างชัดเจน
ส่วนสระน้ำก็ยังคงอยู่ในลักษณะเดิมที่บุด้วยหินแลง
เป็นบุญของชาวเมืองเพชรที่ไม่มีคนขนเอาหินแลงเหล่านี้ไปสร้างวัตถุสถานอื่นๆ
ซึ่งทางกรมศิลปากรได้เข้าไปบูรณะเมื่อพ.ศ. ๒๕๓๐
ที่น่าสังเกตคือ ใบเสมาหินขนาดใหญ่ปักอยู่ข้างปรางค์องค์หน้าด้านขวาหนึ่งอัน ลักษณะน่าจะเท่ากับและรูปร่างคล้ายกับใบเสมาที่มีอยู่ที่วัดชมพูพน วัดเพชรพลี วัดพลับพลาชัย เข้าใจว่าเอาไปไว้ที่วัดบวรนิเวศวรมหาวิหารที่กรุงเทพฯอีกหนึ่งอัน


ปรางค์กำแพงแลงสร้างด้วยอะไร

 
ปราสาทหินโดยทั่วไปสร้างด้วยหินปูนเป็นพื้น โดยเฉพาะที่ประเทศกัมพูชา เช่น ปราสาทนครวัด นครธม ฯลฯ รวมทั้งปราสาทหินแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย การก่อสร้างปราสาทบางแห่งใช้ทั้งหินปูน หินทรายและหินแลง แต่ปราสาทกำแพงแลง ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าสร้างด้วยหินแลง
หินแลง ก็คือหินลูกกรวดลูกรัง โดยทำเป็นแท่งสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ หรือสะกัดตามรูปแบบที่ต้องการ กล่าวกันว่าที่ภาคเหนือมีบ่อหินแลง เมื่อขุดลงไปหินเหล่านั้นจะนิ่ม พอถูกลมก็จะแข็ง ซึ่งสามารถนำมาทำตามรูปแบบที่ต้องการได้
หินลูกกรวดลูกรังใต้พื้นดินมีที่เมืองเพชร และมีมากเสียด้วย แถบอำเภอเขาย้อย หนองปรง และอำเภอท่ายางแถบทุ่งโป่ง เป็นต้น
ส่วนปราสาทหินนั้น มีผู้สันนิษฐานว่า ใช้หินผสมเช่นเดียวกับการทำปูนซิเมนต์ในปัจจุบัน ซึ่งมีส่วนผสมคือ ๑. ใช้ส้มมะขามเปียกขยำกับน้ำแล้วเอากากออก ๒. เอาหินปูนมาป่นให้ละเอียดแล้วร่อนเอาแต่ผงปูน ๓. น้ำมันยางสน ๔. น้ำมันยางโมง เอามาผสมกันตามอัตราส่วนที่กำหนด แล้วทิ้งไว้ประมาณ ๗ วันก็จะแข็ง
การเชื่อมก้อนหินนั้นกล่าวกันว่า ใช้น้ำมันยางโมงผสมหินปูนบดละเอียดและสนิมเหล็กเข้าด้วยกันเพื่อใช้ยารอยต่อ แต่บางท่านกล่าวว่า ใช้น้ำอ้อยผสมกับข้าวเหนียว เป็นต้น
แต่การสร้างด้วยหินแลง ลักษณะพื้นผิวจะไม่ราบเรียบเหมือนการสร้างด้วยหินปูน จึงได้สร้างองค์ประกอบขององค์ปราสาทด้วยวิธีปั้นปูนให้เป็นลวดลายต่างๆประกอบอาคาร เช่น รูปลวดลายเถาเครือ ลายดอกไม้ ลายเกียรติมุข ลายกลีบมะเฟือง ลายจุดไข่ปลา เป็นต้น

ใครสร้างปราสาทกำแพงแลงและสร้างไว้ทำอะไร 


ปราสาทกำแพงแลงเป็นโบราณสถาน ที่เข้าใจกันว่าสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ กษัตริย์ขอม ประมาณพ.ศ. ๑๗๒๔ – ๑๗๖๑
พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงขยายอาณาเขตออกไปกว้างขวาง กล่าวกันว่าทางทิศตะวันตกจดอาณาจักรพุกาม พม่าและแหลมมลายูบางส่วน
จากจารึกที่ปราสาทพระขรรค์ ได้กล่าวถึงการสร้างที่พักสำหรับคนเดินทางทั่วราชอาณาจักรขอมและหัวเมืองใกล้เคียงและมีสถานพยาบาลถึง ๑๐๒ แห่ง
ทรงให้สร้างศาสนสถานตามเมืองต่างๆรวม ๒๓ เมือง เช่น เมืองละโว้ สุพรรณบุรี ราชบุรี เมืองสิงห์ ( ปราสาทเมืองสิงห์ กาญจนบุรี ) และปรางค์กำแพงแลงเมืองเพชรบุรี เป็นต้น
ทั้งนี้เพื่อประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถ คือ พระพุทธรูปนาคปรก
กษัตริย์ขอมส่วนใหญ่ ทรงนับถือศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูนิกายไศวะ แต่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ พระบิดาของพระองค์รวมทั้งพระมเหสีทรงนับถือพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน
ดังนั้น ปราสาทกำแพงแลง จึงเข้าใจว่าสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระพุทธมหานาถหรือพระพุทธรูปนาคปรก หรือพระชัยพุทธมหานาถ
อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นรัชกาลของพระองค์แล้ว กษัตริย์ขอมองค์ใหม่ทรงหันไปนับถือศาสนาพราหมณ์ พระพุทธรูปที่เคยประดิษฐานอยู่ตามปราสาทจึงถูกกวาดล้างไปสิ้น แล้วนำเอาเทวรูปมาประดิษฐานแทน มิหนำซ้ำ รูปแกะสลักพระสงฆ์ตามอาคารเหล่านั้นก็ถูกดัดแปลงให้เป็นรูปฤษีอีกด้วย
ส่วนกษัตริย์เพชรบุรีหรือเจ้าครองนครเพชรบุรีบางองค์อาจจะทรงนับถือพุทธศาสนามหายานและศาสนาฮินดูก็ได้
หมู่ปราสาทวัดกำแพงแลงของจังหวัดเพชรบุรี จึงเป็นสิ่งก่อสร้างแบบขอมที่กล่าวกันว่าอยู่ใต้สุดของประเทศ และเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่และสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองเพชร

สมบูรณ์ แก่นตะเคียน. สาส์นมวลชน ๑ มิถุนายน ๒๕๓๐ หน้า ๗, ๑๕

Khanom Look Tarn Loy Kaew ( ขนมลูกตาลลอยแก้ว )









Ingredients :
1. palm fruit ovum 1 kilogram
2. sugar 600 grams
3. water
Recipe :
1. wash and peel the fruit
2. cut into pieces
3. boil and add sugar when the soup becomes clear
take it off
4. serve with ice rock

Khanom Tuay Foo ( ขนมถ้วยฟู )












Ingerdients :
1. rice flour 1 cup
2. sugar ½ cup
3. yeast 1 tea spoon
4. baking powder 1 tea spoon
5. water ½ cup
6. mold cups
Recipe :
1. thresh flour with water add yeast and sugar cover it
and left 45 minutes when it is up
2. steam the mold cups in hot and pour the mixture into
the mold cups left them about 20 minutes take it off
from the mold cups
*****

Khanom Piag Poon ( ขนมเปียกปูน )










Ingredients :
1. rice flour 1 liter
2. palm sugar 1.3 kilogram
3. palm leaf ashes water
Recipe :
1. mix flour and ash water
2. put into the wok stir and add sugar
3. stir around 2 hours until thicker
4. pour into the pan and cut into rhombus pieces
*****

Khanom Babin ( ขนมบ้าบิ่น )










Ingredients :
1. sticky rice flour 1 ¼ cup
2. coconut meat 1 ¼ cup
3. water ½ cup
4. duck egg 1
5. sugar 1 cup
Recipe :
1. mix sticky flour coconut meat and water and the egg
together
2. put the mixture into the wok add sugar and stir until
thicker
3. put into the tray and bake 175 ‘ c about 15 – 20
minutes or looks brown
*****

Khanom Tarn ( ขนมตาล )









Ingredients :
1. ripe palm fruit meat 1 cup
2. rice flour 2 cups
3. rough starch ¼ cup
4. sugar 2 cups
5. coconut cream 2 cups
6. coconut meat line 2 cups
7. salt 1 tea spoon
Recipe :
1. thresh palm fruit meat and all flour together
2. add sugar and coconut cream thresh together
3. and left it about 5 – 10 hours or one night
4. put the mixture into a kratong or tiny cup or talai cup
5. sprinkle on top with the cococnut meat line and steam
*****

Khanom Kalamae ( ขนมกะละแม )









Ingredients :
1. palm leaf ash water 2 cups
2. glutinous flour 1 cup
3. coconut cream 1 ½ cups
4. mung bean flour 1 spoon
5. sugar 1 ¼ cups
Recipe :
1. mix all flour in the wok with ash water
2. add coconut cream and sugar
3. stir on the stove until sticky
4. pour into the pan
5. cut into the square pieces
*****

Khanom Chan ( ขนมชั้น )










Ingredients :
1. rice flour ½ cup
2. mung bean flour 1 cup
3. tapioca starch 1 cup
4. sugar 2 cups
5. water
6. food color
Recipe :
1. boil sugar with the wok and left it
2. boil coconut cream and left it
3. mix all flour and thresh and put coconut cream in it
4. divide it into 2 parts ; one mix it with color like green
or red
5. pour into the pan by breaking each color
6. steam it until done and take it off
7. pour it again and steam until the pan is full
8. cut into pieces
*****

Khanom Sampannee ( ขนมสำปันนี )








Ingredients :
1. rough starch flour 1 kilogram
2. white sugar ½ kilogram
3. coconut cream ½ kilogram
4. food color
Recipe :
1. roast rough starch flour in the wok in low heat
and take it off
2. mix sugar, coconut cream and stir
3. put rough starch little by little and thresh together
4. mold in piece and put it in the frame
*****

Khanom Ar - Luo ( ขนมอาลัว )









Ingredients :
1. glutinous rice flour 3 cups
2. wheat flour ½ cup
3. coconut cream ¾ cup
4. sugar 2 ½ cups
5. water
Recipe :
1. mix flour, sugar and coconut cream with water
2. put into the bronze wok in middle heat and quickly stir
3. then left until cool
4. drop in the pan
*****

Khanom Mor Gaeng ( ขนมหม้อแกง )








Ingredients :
1. chicken egg 4
2. duck egg 2
3. palm sugar 1 cup
4. coconut cream 1 cup
5. mung bean 1 cup
Recipe :
1. eggs mix together
2. add sugar and coconut cream and strain
3. put the oil into the wok and the mixture
4. stir until it becomes thicker
5. transfer into a tray and bake about 30 minutes or the
top is a golden brown
*****

Num Prik Ma Muang ( น้ำพริกมะม่วง )
















Ingredients :

1. Curry mixture
- sour mango 5 fruits
- bird chilli 30 grains
- shrimp paste 2 tea spoons
- dried shrimp grind 100 grams
- garlic 1 spoonful
- lemon liquid 2 spoonfuls
- sugar, fish source, salt, as like
2. Mixed
- cucumber
- cow pea and all fresh vegetables

Gaeng Pa Gai ( แกงป่าไก่ )









Ingredients :
1. Curry mixture
- dried chilli 30 grains
- lemongrass 3 spoonfuls
- onion slice 2 spoonfuls
- garlic 5 spoonfuls
- peel magrood slice 1 spoonful
- galangal 4 pieces
- pepper 1 tea spoon
- salt 1 spoonful
- shrimp paste 1 tea spoon
2. Mixed
- chicken meat 500 grams
- pumpkin 200 grams
- magrood leave slice 2 spoonfuls
- red goat pepper slice 2 spoonfuls
- basil leaves ¼ cup
- fish source 1 spoonful
- sugar 1 tea spoon
- oil 3 spoonfuls
Recipe :
1. pestle curry mixture wholly
2. cut chicken meat slightly
3. cut pumpkin in pieces
4. stir curry mixture with oil
5. add chicken meat and water also pumpkins
6. add fish source, sugar, basil leaves, magrood leaves,
red goat pepper slice

Gaeng Huo Tarn ( แกงหัวตาล )









Ingredients :
1. Curry mixture
- dried chilli 25 grains
- onion ¼ cup
- garlic ½ cup
- galangal 3 pieces
- lemongrass 2 spoonfuls
- salt 1 tea spoon
- shrimp paste 1 tea spoon
- grachai ½ cup
- pepper 1 tea spoon
2. Mixed
- magrood 5 leaves
- roasted pork 300 grams
- hou tarn 3 cups
- coconut cream 2 cups
- coconut milk 4 cups
Recipe :
1. pestle curry mixture completely
2. cut the roasted pork slightly
3. cut hou tarn slightly and mix with tamarind liquid
4. then grating
5. put one cup of coconut cream into the wok add curry
mixture stir it quite good smell
6. add the roasted pork, coconut milk, hou tarn, fish source,
coconut cream and magrood leaves

Gaeng Bai Makarm On ( แกงใบมะขามอ่อน )









Ingredients :
1. Curry mixture
- dried chilli 20 grains
- onion slice 4 spoonfuls
- salt 1 tea spoon
- boiled fish ½ cup
- shrimp paste 1 tea spoon
2. Mixed
- coconut cream 3 – 4 cups
- tamarind leave-buds 200 grams
- pork 300 grams
Recipe :
1. pestle the curry mixture wholly
2. cut the pork in thin line
3. cut tamarind leave buds wholly
4. melt the curry mixture in coconut cream and put it on the
stove
5. add tamarind leave buds and fish source

Tom Katih Sai Buo ( ต้มกะทิสายบัว )









Ingredients :
1. Curry mixture
- onion slice 10 spoonfuls
- pepper 2 spoonfuls
- shrimp paste 1 tea spoon
2. Mixed
- sai buo ( lotus stem ) 500 grams
- mackerel fish 6 fishes
- coconut cream 1 cup
- coconut milk 4 cups
- fish source
- tamarind liquid
Recipe :
1. pestle the curry mixture perfectly
2. cut the lotus stems each 1 ½ inches long
3. clean the mackerel
4. stir the curry mixture with coconut cream add coconut
add coconut milk
5. add lotus stems and fish source, sugar, and ma-dan or
ta-ling-pling

Gaeng Kuo Poo Lay ( แกงคั่วปูเล )









Ingredient :
1. Curry mixture
- dried chilli 30 grains
- lemongrass 3 spoonfuls
- onion slice 2 spoonfuls
- garlic 5 spoonfuls
- peel magrood slice 1 tea spoon
- pepper 1 tea spoon
- galangal 3 – 4 pieces
- gachai slice 5 spoonfuls
- salt 1 spoonful
shrimp paste 1 tea spoon
2. Mixed
- crabs 500 grams
- pumpkin 300 grams
- coconut cream 1 cup
- coconut milk 4 cups
- magrood slice 10 leaves
- fish source
Recipe :
1. pestle the curry mixture wholly
2. cut pumpkin in one inch per piece
3. clean and cut the crabs
4. stir the curry mixture then add coconut milk and the
pumpkin
5. add the crabs boiling and magrood leaves, fish source

หอศาสตราคมบนพระนครคีรี








เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระนครคีรีขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔o๑ โดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ( ช่วง บุนนาค ) เป็นแม่กอง และพระเพชรพิสัยศรีสวัสดิ์ ( ท้วม บุนนาค ) เป็นนายงานการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ
จากพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงมีไปถึง พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ความตอนหนึ่งว่า "แล้วได้ทำบุญฉลองหอศาสตราคมใหม่ในเขานี้ ..."
ปัญหาคือ หอศาสตราคม คืออาคารหลังใดบนเขาวัง
คำว่า ศาสตราคม เรามักจะนึกไปถึงอาวุธต่างๆ หอนี้จึงมักจะเข้าใจกันว่า เป็นที่เก็บศาสตราวุธ ประเภท พระแสงปืน พระแสงดาบ ฯลฯ แต่เมื่อพิจารณาถึงศัพท์คำนี้ จะเห็นว่า ศาสตระ แปลว่า วิชาความรู้หรือตำรา ส่วนคำว่า อาคม แปลว่า เวทมนตร์คาถา ดังนั้นหอนี้จึงน่าจะเป็นที่รวบรวมตำราเกี่ยวกับเวทมนตร์คาถาต่างๆ
ส่วนหอศาสตราคมในพระบรมมหาราชวังนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น หอนี้ตั้งอยู่บริเวณริมกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออก แต่เดิมพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดฯให้สร้างพระที่นั่งเป็นสององค์ คือพระที่นั่งโถง เรียกว่า พระที่นั่งทรงปืนซ้ายขวา ต่อมาเรียกว่า พระที่นั่งเสถียรธรรมปริตกับพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์
รัชกาลที่ ๔ โปรดฯให้รื้อพระที่นั่งเสถียรธรรมปริตลง ให้คงเฉพาะฐานของอาคารไว้ แล้วให้สร้างส่วนบนขึ้นใหม่มีผนังโดยรอบ เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปสานปิดทองทั้งองค์ และเพื่อใช้สำหรับพระสงฆ์รามัญนิกายวัดตองปรุหรือวัดชนะสงครามในปัจจุบัน สวดพระพุทธปริตทำน้ำพระพุทธปริตทุกวัน เพื่อทรงใช้สำหรับสรงพระพักตร์และสรงน้ำ รวมทั้งการนำไปประพรมพระราชมนเทียรด้วย หอนี้ได้พระราชทานนามใหม่ว่า "หอศาสตราคม"
ลักษณะเด่นของหอนี้ก็คือ พระทวารและพระบัญชรลงรักปิดทองเป็นรูปเครื่องราชกกุธภัณฑ์และพระแสงราชศาสตราวุธต่างๆ
ส่วนหอศาสตราคมบนเขาวังนั้น เมื่อพระองค์โปรดฯให้ฉลองแล้ว ยังได้โปรดฯให้แห่พระชัยสำริดก้าไหล่กับพระหายโศก จากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๔o๓ มาประดิษฐานไว้ในหอศาสตราคมนั้นด้วย
บางท่านกล่าวว่า หอศาสตราคมบนพระนครคีรี น่าจะเป็นอาคารหลังเล็กด้านหลังพระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท
จากพระราชหัตถเลขาของพระองค์ช่วงที่กำลังก่อสร้างพระนครคีรีอยู่นั้น ความตอนหนึ่งว่า "เสาธงเก่านั้น ถ้าจะเอาปักเสียข้างยอดเขาหอพิมานเทวราชศาสตราคมสถาน ไว้สำหรับชักธงมงกุฎเมื่อเวลาฉันออกไปอยู่ก็ได้ เสาธงใหญ่ชักธงช้างสำหรับเมือง ..."
หอพิมานเทวราชศาสตราคมสถาน จึงน่าจะเป็นหอพิมานเพชรมเหศวร์ ในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยอาคารสามหลัง และน่าจะเป็นหลังกลางซึ่งมีสามคูหา ส่วนคูหากลางสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป ด้านซ้ายสำหรับพระสงฆ์สวดพระพุทธปริต ส่วนด้านขวาสำหรับทรงศีลเจริญภาวนา
ส่วนเสาธงสำหรับชักธงมงกุฎ น่าจะเป็นตรงป้อมวัชรินทราภิบาลและ หอพิมานเพชรมเหศวร์ ในปัจจุบัน แต่เดิมตามพระราชหัตถเลขาทรงใช้ว่า "หอพิมานเทวราชศาสตราคมสถาน" นั่นเอง แต่ได้เปลี่ยนชื่อเมื่อใดยังไม่มีหลักฐานยืนยัน
**********
: สมบูรณ์ แก่นตะเคียน "หอศาสตราคมบนพระนครคีรี" สาส์นมวลชน ๑๖ มกราคม ๒๕๓o หน้า ๕

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ลำดับพระมหากษัตริย์ไทย

ลำดับพระมหากษัตริย์ไทย


สมัยกรุงสุโขทัย
พระบรมราชวงศ์พระร่วง

๑. พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
ประมาณพ.ศ. ๑๗๖๒ – ๑๗๙๑ จ.ศ. ๕๘๑ – ๖๑๐
ครองราชย์ ๒๙ ปี
๒. พ่อขุนบานเมือง
ประมาณพ.ศ. ๑๗๙๑ – ๑๘๒๒ จ.ศ. ๖๑๐ – ๖๔๑
ครองราชย์ ๒๑ ปี
๓. พ่อขุนรามคำแหง
ประมาณพ.ศ. ๑๘๒๒ – ๑๘๔๒ จ.ศ. ๖๔๑ - ๖๖๑
ครองราชย์ ๒๐ ปี
๔. พระยาเลอไท
ประมาณพ.ศ. ๑๘๔๒ – ๑๘๗๗ จ.ศ. ๖๖๑ - ๖๙๖
ครองราชย์ ๓๕ ปี
๕. พระยางั่วนำถม
ประมาณพ.ศ. ๑๘๗๗ – ๑๘๙๐ จ.ศ. ๖๙๖- ๗๐๙
ครองราชย์ ๑๕ ปี
๖. พระมหาธรรมราชาที่ ๑ พระยาลิไทหรือพระยาลือไท
ประมาณพ.ศ. ๑๘๙๐ – ๑๙๑๗ จ.ศ. ๗๐๙ – ๗๓๖
ครองราชย์ ๑๗ ปี
๗. พระมหาธรรมราชาที่ ๒ พระยาไสลือไท
ประมาณพ.ศ. ๑๙๑๗ – ๑๙๕๓
ครองราชย์ ๓๖ ปี
๘. พระมหาธรรมราชาที่ ๓
ประมาณพ.ศ. ๑๙๕๓ – ๑๙๖๓ จ.ศ. ๗๖๒ – ๗๘๒
ครองราชย์ ๑๐ ปี
๙. พระมหาธรรมราชาที่ ๔ พระบรมปาล
ประมาณพ.ศ. ๑๙๖๓ – ๑๙๘๑ จ.ศ. ๗๘๒ – ๘๐๐
ครองราชย์ ๑๘ ปี
หมายเหตุ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๗ – ๙ ผนวกเข้ากับกรุงศรีอยุธยา

สมัยกรุงศรีอยุธยา
พระบรมราชวงศ์เชียงราย

๑. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทอง
พ.ศ. ๑๘๘๗ ( ๑๘๙๓ ) – ๑๙๑๒ จ.ศ. ๗๐๖- ๗๑๒ – ๗๓๑
ครองราชย์ ๒๖ ปี อายุ ๕๖ ปีเศษ
๒. สมเด็จพระราเมศวร
ครั้งที่๑ พ.ศ. ๑๙๑๒ – ๑๙๑๓ จ.ศ. ๗๓๑ – ๗๓๒
ครองราชย์ ๑ ปีเศษ
๓. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ขุนหลวงพะงั่ว
พ.ศ. ๑๙๑๓ – ๑๙๒๕ จ.ศ. ๗๓๒ – ๗๔๔
ครองราชย์ ๑๓ ปี
๔. สมเด็จพระเจ้าทองจันทร์
พ.ศ. ๑๙๒๕ – ๑๙๒๕ จ.ศ. ๗๔๔
ครองราชย์ ๗ วัน อายุ ๑๕ ปี
(๕.) สมเด็จพระราเมศวร
ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๑๙๒๕ – ๑๙๓๐ จ.ศ. ๗๔๔ - ๗๔๙
ครองราชย์ ๖ ปี
๕. สมเด็จพระเจ้ารามราชาธิราช
พ.ศ. ๑๙๓๐ – ๑๙๔๔ จ.ศ. ๗๔๙ – ๗๖๓
ครองราชย์ ๑๔ ปีเศษ
๖. สมเด็จพระอินทราชา พระนครอินทร์
พ.ศ. ๑๙๔๔ - ๑๙๖๑ จ.ศ. ๗๖๓ - ๗๘๐
ครองราชย์ ๑๗ ปีเศษ
๗. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ เจ้าสามพระยา
พ.ศ. ๑๙๖๑ – ๑๙๗๗ จ.ศ. ๗๘๐ – ๗๙๖
ครองราชย์ ๑๖ ปีเศษ
๘. สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระราเมศวร
พ.ศ. ๑๙๗๗ – ๑๙๙๒ จ.ศ. ๗๙๖ – ๘๑๑
ครองราชย์ ๑๖ ปี
๙. สมเด็จพระอินทราชาที่ ๒ พระอินทราชามหาอุปราช
พ.ศ. ๑๙๙๒ – ๒๐๑๓ จ.ศ. ๘๑๑ – ๘๓๒
ครองราชย์ ๒๒ ปี
๑๐. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ พระบรมราชามหาอุปราช
พ.ศ. ๒๐๑๓ – ๒๐๕๒ จ.ศ. ๘๓๒ – ๘๗๑
ครองราชย์ ๔๐ ปี
๑๑. สมเด็จพระบรมราชามหาพุทธางกูร พระอาทิตย์วงศ์
พ.ศ. ๒๐๕๒ – ๒๐๕๖ จ.ศ. ๘๗๑ – ๘๗๕
ครองราชย์ ๕ ปี
๑๒. สมเด็จพระรัษฎาธิราชกุมาร
พ.ศ. ๒๐๕๖ – ๒๐๕๗ จ.ศ. ๘๗๕ – ๘๗๖
ครองราชย์ ๕ เดือน อายุ ๕ ปีเศษ
๑๓. สมเด็จพระไชยราชาธิราช
พ.ศ. ๒๐๕๗ – ๒๐๗๐ จ.ศ. ๘๗๖ – ๘๘๙
ครองราชย์ ๑๔ ปี
๑๔. สมเด็จพระยอดฟ้า
พ.ศ. ๒๐๗๐ – ๒๐๗๑ จ.ศ. ๘๘๙ – ๘๙๐
ครองราชย์ ๒ ปี ๖ เดือน อายุ ๑๓ ปี
๑๕. สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระเธียรราชา
ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๐๗๑ – ๒๐๙๕ จ.ศ. ๘๙๐ - ๙๑๔
ครองราชย์ ๒๔ ปี
๑๖. สมเด็จพระมหินทราธิราช
ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๐๙๕ ๒๐๙๗ จ.ศ. ๙๑๔ – ๙๑๖
ครองราชย์ ๒ ปี
(๑๕) สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระเธียรราชา
ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๐๙๗ – ๒๐๙๘ จ.ศ. ๙๑๖ – ๙๑๗
ครองราชย์ ๑ ปี อายุ ๖๒ ปี
(๑๖) สมเด็จพระมหินทราธิราช
ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๐๙๘ – ๒๐๙๙ จ.ศ. ๙๑๗ - ๙๑๘
ครองราชย์ ๑ ปีเศษ อายุ ๒๙ ปี

พระบรมราชวงศ์สุโขทัย - เชียงราย

๑๗. สมเด็จพระสรรเพชรฯ ที่ ๑ พระมหาธรรมราชา
พ.ศ. ๒๐๙๙ – ๒๑๒๑ จ.ศ. ๙๑๘ – ๙๔๐
ครองราชย์ ๒๒ ปี อายุ ๗๖ ปีเศษ
๑๘. สมเด็จพระสรรเพชรฯที่ ๒ สมเด็จพระนเรศวร
พ.ศ. ๒๑๒๑ – ๒๑๓๖ จ.ศ. ๙๔๐ – ๙๕๕
ครองราชย์ ๑๕ ปี อายุ ๕๐ ปีเศษ
๑๙. สมเด็จพระสรรเพชรฯที่ ๓ สมเด็จพระเอกาทศรถ
พ.ศ. ๒๑๓๖ – ๒๑๔๔ จ.ศ. ๙๕๕ – ๙๖๓
ครองราชย์ ๘ ปี อายุ ๕๒ ปีเศษ
๒๐. สมเด็จพระสรรเพชรฯที่๔ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาค
พ.ศ. ๒๑๔๔ – ๒๑๔๕ จ.ศ. ๙๖๓ – ๙๖๔
ครองราชย์ ๑ ปี ๒ เดือน

พระบรมราชวงศ์ทรงธรรม

๒๑. สมเด็จพระบรมราชาที่ ๑ พระเจ้าทรงธรรม
พ.ศ. ๒๑๔๕ – ๒๑๗๐ จ.ศ. ๙๖๔ - ๙๘๙
ครองราชย์ ๒๕ ปีเศษ
๒๒. สมเด็จพระบรมราชาที่ ๒ พระเชษฐาธิราช
พ.ศ. ๒๑๗๐ – ๒๑๗๒ จ.ศ. ๙๘๙ - ๙๙๑
ครองราชย์ ๑ ปี ๗ เดือน
๒๓. สมเด็จพระอาทิตย์วงศ์
พ.ศ. ๒๑๗๒ – ๒๑๗๓ จ.ศ. ๙๙๑ – ๙๙๒
ครองราชย์ ๖ เดือน อายุ ๙ ปี

พระบรมราชวงศ์ปราสาททอง

๒๔. สมเด็จพระสรรเพชรฯที่๕ พระเจ้าปราสาททอง
พ.ศ. ๒๑๗๓ – ๒๑๙๘ จ.ศ. ๙๙๒ – ๑๐๑๗
ครองราชย์ ๒๖ ปี
๒๕. สมเด็จพระสรรเพชรฯที่ ๖ เจ้าฟ้าไชย
พ.ศ. ๒๑๙๘ – ๒๑๙๙ จ.ศ. ๑๐๑๗ – ๑๐๑๘
ครองราชย์ ๙ เดือน
๒๖. สมเด็จพระสรรเพชรฯที่ ๗ พระศรีสุธรรมราชา
พ.ศ. ๒๑๙๙ – ๒๑๙๙ จ.ศ. ๑๐๑๘ - ๑๐๑๘
ครองราชย์ ๒ เดือน ๒๐ วัน
๒๗. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ สมเด็จพระนารายณ์
พ.ศ. ๒๑๙๙ – ๒๒๒๕ จ.ศ. ๑๐๑๘ – ๑๐๔๔
ครองราชย์ ๒๖ ปี อายุ ๕๑ ปี

พระบรมราชวงศ์บ้านพลูหลวง

๒๘. สมเด็จพระมหาบุรุษย์ พระเพทราชา
พ.ศ. ๒๒๒๕ – ๒๒๔๐ จ.ศ. ๑๐๔๔ – ๑๐๕๙
ครองราชย์ ๑๕ปีเศษ อายุ ๗๑ ปี

พระบรมราชวงศ์ปราสาททอง

๒๙. สมเด็จพระสรรเพชรฯที่ ๘ พระพุทธเจ้าเสือ
พ.ศ. ๒๒๔๐ – ๒๒๔๙ จ.ศ. ๑๐๕๙ – ๑๐๖๘
ครองราชย์ ๙ ปี อายุ ๔๕ ปี
๓๐. สมเด็จพระสรรเพชรฯที่ ๙ ขุนหลวงท้ายสระ
พ.ศ. ๒๒๔๙ – ๒๒๗๕ จ.ศ. ๑๐๖๘ – ๑๐๙๔
ครองราชย์ ๒๖ ปี อายุ ๕๒ ปีเศษ
๓๑. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ สมเด็จพระบรมโกษ
พ.ศ. ๒๒๗๕ – ๒๓๐๑ จ.ศ. ๑๐๙๔ – ๑๑๒๐
ครองราชย์ ๒๖ ปีเศษ อายุ ๗๕ ปีเศษ
๓๒. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔ กรมขุนพรพินิต
พ.ศ. ๒๓๐๑ – ๒๓๐๒ จ.ศ. ๑๑๒๐ – ๑๑๒๑
ครองราชย์ เดือน
๓๓. สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ พระที่นั่งสุริยามรินทร์
กรมขุนอนุรักษ์มนตรี
พ.ศ. ๒๓๐๒ – ๒๓๑๐ จ.ศ. ๑๑๒๑ – ๑๑๓๙
ครองราชย์ ๙ ปี

สมัยกรุงธนบุรี
พระบรมราชวงศ์ตาก

๑. สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ พระเจ้าตากสิน
พ.ศ. ๒๓๑๑ – ๒๓๒๔ จ.ศ. ๑๑๓๐ – ๑๑๔๓
ครองราชย์ ๑๕ ปี อายุ ๔๘ ปี

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
พระบรมราชวงศ์จักรี

๑. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลก
พ.ศ. ๒๓๒๔ – ๒๓๕๒ จ.ศ. ๑๑๔๓ – ๑๑๗๑
ครองราชย์ ๒๗ ปี อายุ ๗๒ ปี ๖ เดือน
๒. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
นภาลัย
พ.ศ. ๒๓๕๒ – ๒๓๖๗ จ.ศ. ๑๑๗๑ – ๑๑๘๖
ครองราชย์ ๑๕ ปีเศษ อายุ ๕๖ ปี ๗ เดือน
๓. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจ้าอยู่หัว
พ.ศ. ๒๓๖๗ – ๒๓๙๔ จ.ศ. ๑๑๘๖ – ๑๒๑๓
ครองราชย์ ๒๗ ปี อายุ ๖๓ ปี ๑๑ วัน
๔. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พ.ศ. ๒๓๙๔ – ๒๔๑๑ จ.ศ. ๑๒๑๓ – ๑๒๓๐
ครองราชย์ ๑๗ ปี ๖ เดือน อายุ ๖๕ ปี ๑๑ วัน
๕. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พ.ศ. ๒๔๑๑ – ๒๔๕๓ จ.ศ. ๑๒๓๐ – ๑๒๗๒
ครองราชย์ ๔๒ ปี อายุ ๕๗ ปี
๖. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัว
พ.ศ. ๒๔๕๓ – ๒๔๖๘ จ.ศ. ๑๒๗๒ – ๑๒๘๗
ครองราชย์ ๑๕ ปี อายุ ๔๕ ปี
๗. พระบาทสมเด็จพระมหาปรมินทรมหาประชาธิปก
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
เจ้าอยู่หัว
พ.ศ. ๒๔๖๘ – ๒๔๗๗ จ.ศ. ๑๒๘๗ - ๑๒๙๖
ครองราชย์ ๙ ปี อายุ ๔๑ ปี
๘. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลอดุลยเดชฯ
สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตรหรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้า
อยู่หัวอานันทมหิดล
พ.ศ. ๒๔๗๗ – ๒๔๘๙ จ.ศ. ๑๒๙๖ – ๑๓๐๘
ครองราชย์ ๑๒ ปี อายุ ๒๑ ปี
๙. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ
สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร หรือ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
พ.ศ. ๒๔๘๙ -

ญาณสติ # ๖ เปรตขอส่วนบุญ

   ภาพจากอินเทอร์เน็ต              เรื่องของเปรต           ญาติผู้ล่วงลับบางคนยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด แต่...