วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2550

พระยาวิชิตสงคราม ( ทัต รัตนดิลก ณ ภูเก็ต )



พระยาวิชิตสงครามเป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้พัฒนาเมืองภูเก็ตให้เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่สี่ถึงต้นรัชกาลที่ห้า โดยเฉพาะตัวเมืองภูเก็ตในปัจจุบันด้วยวิธีการบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของภูเก็ต นั่นก็คือ แร่ดีบุกและวุลแฟรมให้เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลกลางที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยความผันผวนของราคาแร่ดีบุกที่ตกต่ำลงในบางช่วงและนโยบายการจัดเก็บภาษีแบบก้าวหน้า ทำให้ผู้จัดเก็บภาษีปรับสภาพสถานการณ์ไม่ทัน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาอันใหญ่หลวงแก่ครอบครัวของท่านในภายหลัง

พระยาวิชิตสงคราม บรรพบุรุษของท่านเดิมเป็นแขกชาวอินเดีย เป็นชาวเมืองมัทราสซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นทมิฬนาดู เดิมเมืองนี้เป็นของโปรตุเกสตั้งแต่ พ.ศ. ๑๕๒๒ ต่อมาเป็นของจักรวรรดิอังกฤษ เมื่อพ.ศ. ๑๖๓๙ บรรพบุรุษของท่านได้เดินทางไปมาค้าขายระหว่างประเทศอินเดียตอนใต้กับชายฝั่งทะเลอันดามันตั้งแต่จังหวัดระนองเรื่อยลงไปถึงสตูลและมลายู ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ครั้งแรกได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่จังหวัดระนองด้วยการเลี้ยงวัวฝูง ต่อมาย้ายมาอยู่เมืองถลางได้รับราชการในฐานะล่าม ขุนล่ามได้ภรรยาเป็นชาวเมืองถลาง ท่านมีบุตรคนหนึ่งชื่อ เจิม ต่อมา ท่านเจิมได้เป็นขุนล่ามแทนบิดา และได้แต่งงานกับคุณแสง ผู้เป็นเครือญาติกับท้าวเทพกษัตรีย์ ขุนล่ามเจิมได้ย้ายไปรับราชการที่เมืองตะกั่วทุ่ง จนได้เป็นหลวงยกกระบัตร ดังจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๒ จ.ศ. ๑๑๗๓ ( พ.ศ. ๒๓๕๔ ) สารตรามา ณ วันศุกร์แรม๕ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะแม ตรีศกฯ กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “...ให้เอาหลวงยกกระบัตรเมืองตะกั่วทุ่ง เป็นพระวิเชียรภักดี ว่าราชการเมืองถลาง ออกมาส้องสุมชักชวนเกลี้ยกล่อมอาณาประชาราษฎร ตั้งบ้านเรือนทำไร่นา ขุดร่อนแร่ดีบุก ณ ที่พังงาให้พร้อมมูลก่อน ถ้าได้เสบียงอาหาร ปืน กระสุนดินประสิว ซึ่งจะรักษาบ้านเมืองพร้อมมูลขึ้นเมื่อใด จึงจะให้ไปตั้ง ณ เกาะเมืองถลาง...” พร้อมกันนี้ได้แต่งตั้งนายฤทธิ์มหาดเล็กบุตรเจ้าพระยาสุรินทราชา ( จันท์ จันทโรจวงศ์ ) เป็นหลวงวิชิตภักดี ช่วยราชการ อีกด้วย เรื่องการสร้างเมืองถลางขึ้นใหม่ รัชกาลที่ ๓ ทรงรับสั่งถามพระยานครศรีธรรมราชว่า จะให้ทางเมืองนครศรีธรรมราชดำเนินการรับผิดชอบไปก่อนได้หรือไม่ เพราะต้องใช้เวลาฟื้นฟูทั้งตัวเมืองถลางและชาวเมืองถลางหลายปี ทางนครศรีธรรมราชยินดีรับและได้จัดการดูแลเมืองถลางอยู่หลายปี โดยมีพระวิเชียรภักดี ( เจิม ) เจ้าเมืองถลาง และหลวงวิเชียรภักดี ( ฤทธิ์ ) ผู้ช่วยราชการ เป็นผู้รับผิดชอบ นอกจากนี้ยังได้มอบให้หลวงวิเชียรภักดีไปควบคุมภาษีดีบุกที่เมืองภูเก็ตโฮ่อีกตำแหน่งนึ่งด้วย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๕๔ ถึง พ.ศ. ๒๓๗๐ ต่อมาพระวิเชียรภักดี ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระถลาง (เจิม) เมื่อเมืองถลางเข้ารูปเข้ารอยเรียบร้อยแล้ว พระถลาง จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาถลาง หรือพระยาณรงค์เรืองฤทธิ์ประสิทธิสงคราม ( เจิม ) และถึงแก่อนิจกรรมเมื่อพ.ศ. ๒๓๘๐
พระวิเชียรภักดี (เจิม) มีภรรยาและบุตรหลายคน บุตรคนหนึ่งชื่อ แก้ว ข้าหลวงเมืองพังงาได้ขอไปเป็นบุตรบุญธรรมตั้งแต่ยังเป็นเด็กชายแก้ว เมื่อโตเป็นหนุ่มได้บวชเรียนหนังสือที่เมืองพังงา และเข้ารับราชการที่เมืองพังงา จนได้แต่งงานกับคุณแจ่ม ธิดาหลวงเมือง เมืองพังงา นายแก้วและคุณแจ่มซึ่งกำลังอยู่ในวัยหนุ่มสาว จึงเห็นว่าเมืองถลางซึ่งขณะนั้นกำลังสร้างบ้านแปงเมืองชึ้นมาใหม๋ หลังจากที่พม่าทำลายบ้านเมืองย่อยยับเมื่อพ.ศ. ๒๓๕๒ จึงขออนุญาตผู้ใหญ่จากเมืองพังงาและแจ้งมายังเจ้าเมืองถลางคือ พระถลาง ( เจิม )ผู้เป็นบิดาว่าต้องการมารับราชการที่เมืองถลาง พระถลางเจิมจึงอนุญาตให้บุตรและบุตรสะใภ้ลงมายังเมืองถลาง แต่ท่านเห็นว่า เมืองภูเก็ต ซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ที่บ้านเก็ตโฮ่ หลังจากที่พม่าทำลายเมืองนี้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๕๒ ยังไม่ได้รับการบูรณะรวบรวมผู้คนให้ทำการร่อนแร่ดีบุก พระถลางจึงแต่งตั้งนายแก้วลงมาประจำอยู่เมืองภูเก็ต(โฮ่) เพื่อช่วยหลวงวิเชียรภักดี ( ฤทธิ์ ) เก็บส่วยสาอากรฤชาธรรมเนียมต่างๆส่งไปยังเมืองถลางและกรุงเทพฯ
แต่เดิมครั้งสมัยท่านผู้หญิงจันทร์หรือท้าวเทพกษัตรีย์ ท่านได้แต่งตั้งนายเทียน บุตรชายคนโตลงมาเป็นผู้เก็บส่วยสาอากรและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีบรรดาศักดิ์ในตำแหน่ง “เมืองภูเก็จ” บรรดาศักดิ์ชั้นนี้มีศักดินา ตั้งแต่ ๖๐๐ ๘๐๐ และ ๑๐๐๐ ต่อมา “เมืองภูเก็จ” ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาทุกขราช ปลัดเมืองถลาง และพระยาถลาง ( เทียน ) ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๒ หลังเสียเมือง พ.ศ. ๒๓๕๒ หลวงวิเชียรภักดีเป็นผู้เก็บภาษีดีบุก และได้เป็น พระภูเก็จ ( ฤทธิ์ ) เจ้าเมืองภูเก็ต จนถึง พ.ศ. ๒๓๘๐ พระยาถลาง(เจิม)ถึงแก่อนิจกรรม พระภูเก็จ(ฤทธิ์) จึงได้เลื่อนตำแหน่งไปเป็นพระยาถลาง (ฤทธิ์)
นายแก้วรับราชการดูแลเรื่องภาษีแร่ดีบุก จนเป็นที่ไว้วางใจแก่เจ้าเมืองถลาง ต่อมาได้มีการขยายการขุดแร่ดีบุกที่เมืองทุ่งคา คืออำเภอเมืองภูเก็ตในปัจจุบัน ชาวบ้านและชาวต่างประเทศตลอดจนชาวจีนจึงได้อพยพบางส่วนไปขุดร่อนหาแร่ดีบุกที่เมืองทุ่งคา โดยมีนายแก้วดูแลวางแผนควบคุมพื้นที่ในการทำเหมืองแร่ จากหมู่บ้านเล็กๆกลายเป็นตำบลและเมืองใหญ่โตขึ้นอย่างรวดเร็ว จำนวนภาษีแร่ดีบุกที่จะต้องส่งเมืองถลางและส่งเข้ากรุงก็มากขึ้นตามไปด้วย อาคารบ้านเรือนได้ก่อสร้างเป็นตึก การดูแลท่าเรือให้เรือใหญ่เข้ามาขนสินค้าได้สะดวก นายแก้วจึงต้องย้ายที่ทำการส่วนหนึ่งจากเมืองภูเก็ต(โฮ่)มายังเมืองทุ่งคา และพัฒนาควบคู่ไปด้วย
ทางราชการ ณ กรุงเทพฯจึงยกให้เป็นเมืองทุ่งคาขึ้นตรงต่อเมืองถลาง และนายแก้วได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระภูเก็จ” เป็นเจ้าเมืองภูเก็ต ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ภายหลังจากที่พระภูเก็จ (ฤทธิ์)ได้ย้ายไปเป็นพระยาถลางแล้ว พระภูเก็จ ( แก้ว ) ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อหากุลีและได้ชาวจีนไหหลำ จีนมาเก๊าจำนวน ๓๐๐ คนพาไปเป็นกรรมกรบุกเบิกการทำเหมืองแร่ดีบุกให้เอิกเกริกกว่าแต่ก่อนที่มีคนเพียงสี่ห้าคนต่อเหมือง นอกจากนี้ท่านยังได้ขยายเขตการขุดหาแร่ดีบุกออกไปยังบ้านท่าแครง บ้านหล่อยูงนอกจากที่ตำบลทุ่งคาซึ่งบริเวณแถบนี้ สายแร่ดีบุกอยู่ไม่ลึก จึงสะดวกต่อการขุดแร่ให้ได้จำนวนมาก ท่านได้ให้คนจีนเหล่านี้จัดกั้นทำนบฝายกั้นน้ำแต่งคลองส่งน้ำเข้าเหมืองและถ่ายเทน้ำขุ่นจากการทำเหมืองลงทะเล แล้วยังขยายตลาด สร้างบ้านที่อยู่อาศัยออกไปอีกเป็นจำนวนมาก พระภูเก็จ(แก้ว) ยังได้สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นวัดกลางหรือวัดมงคลนิมิตร ซึ่งสมัยก่อนเป็นที่ทราบกันต่อๆมาว่า วัดนี้เป็นวัดของตระกูลรัตนดิลกเป็นผู้สร้าง เมื่อคนในตระกูลรัตนดิลกถึงแก่กรรมให้เผาศพที่วัดนี้ เช่น คุณนายวัน รัตนดิลก ณ ภูเก็ต (บุตรสาวพระเทพธนพัฒนา กระต่าย ณ นคร ) ภรรยา นายศักดิ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ( บุตรหลวงนรินทร์บริรักษ์ ดิษฐ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ) เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙
พระภูเก็จ ( แก้ว ) มีภรรยา มีบุตรและธิดาหลายคน บุตรที่เกิดจากภรรยาหลวงคนหนึ่งชื่อ ทัต ถือกำเนิดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๗ นายทัตได้ศึกษาเล่าเรียนจนแตกฉานภายหลังจากบวชแล้วสึกออกมารับราชการกับบิดา ส่วนบุตรอีกคนหนึ่งคือ เดช ต่อมาเป็น พระรัตนดิลก เป็นนายอำเภอเมืองทุ่งคา(ภูเก็ต) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๑ เมื่ออายุพอสมควร นายทัตจึงได้แต่งงานกับคุณเปี่ยม ธิดาหลวงยกกระบัตร ( ทับ ) เมืองถลาง คุณเปี่ยมมีฐานะเป็นเหลนของท้าวเทพกษัตรีย์ มีบุตรธิดาด้วยกัน ๕ คน ที่เติบใหญ่มีชื่อเสียงคือ คุณหญิงรื่น เป็นภรรยาของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี ( หนูพร้อม ณ นคร ) แห่งเมืองนครศรีธรรมราช นายลำดวน ได้เป็นพระยาภูเก็ตโลหเกษตรารักษ์ เจ้าเมืองภูเก็ต คุณหญิงเลื่อม เป็นภรรยาพระยามนตรีสุริยวงศ์ ( ชื่น บุนนาค ) ซึ่งเป็นบุตรของพระยามนตรีสุริยวงศ์ ( ชุ่ม บุนนาค ) ที่สมุหพระกลาโหมฝ่ายเหนือ
นายทัตได้รับราชการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ จนได้เป็น หลวงมหาดไทย (ทัต) กรมการเมืองถลาง ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น หลวงพิทักษ์ทวีป ช่วยราชการบิดาที่ภูเก็ต หลังจากที่พระภูเก็จ ( แก้ว ) บิดาถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๒ จึงได้รับพระกรุณาฯเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระภูเก็จ ( ทัต ) แทนบิดา เมื่ออายุได้ ๓๕ ปี ในสมัยรัชกาลที่ ๔ และได้ดำเนินการพัฒนาเมืองภูเก็ตมาอย่างต่อเนื่องเจริญก้าวหน้าสามารถเก็บส่วยสาอากรได้มาก กลายเป็นเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจของเมืองหลวง และเป็นเมืองใหญ่เท่าเมืองถลาง ในปี พ.ศ. ๒๓๙๖ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองถลางซึ่งข้าหลวงมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาถลาง กับเมืองภูเก็ตซึ่งข้าหลวงมีบรรดาศักดิ์เป็นพระภูเก็จ ให้ไปขึ้นกับเมืองพังงาทั้งสองเมือง และโปรดฯให้เลื่อน พระภูเก็จ เป็น พระยาภูเก็ตโลหเกษตรารักษ์ ( ทัต ) มีฐานะเกียรติยศเท่าเมืองถลาง เมื่อพระยาภูเก็ต ( ทัต )อายุได้ ๓๙ ปี ส่วนผู้ช่วยราชการหรือรองเจ้าเมือง จากหลวงพิทักษ์ทวีป เป็น พระอาณาจักรบริบาล
เมื่อเมืองภูเก็ตเป็นเมืองที่สำคัญทางเศรษฐกิจมากกว่าเมืองถลาง เพราะทำเลที่ตั้งดีกว่า คือมีท่าเรือที่เรือใหญ่สามารถเข้ามาจอดได้สะดวก มีพ่อค้าต่างเมืองโดยเฉพาะจากสิงคโปร์ ปีนัง และฝรั่ง ฯลฯเข้ามาติดต่อกันมากขึ้น รายได้ภาษีอากรก็มากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๐๔ ภายหลังจากที่พระยาบริรักษ์ภูธร ( แสง ) เจ้าเมืองพังงาถึงแก่อนิจกรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกเมืองภูเก็ตขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ ดังสารตราในปี พ.ศ. ๒๔๐๔ ตอนหนึ่ง ว่า “...พระยาภูเก็ตโลหเกษตรารักษ์ ( ทัต ) ทะนุบำรุงไพร่บ้านพลเมือง คิดอ่านชักชวนลูกค้าพาณิชย์ไทยจีนแขกมาตั้งบ้านเรือนก่อตึกร้าน ตั้งตลาดปสาน ให้ทำมาหากินมั่งคั่งบริบูรณ์ บ้านเมืองรุ่งเรืองขึ้นมาก ลูกค้าพาณิชย์ เรือสลูบ กำปั่น สำเภา เรือเสาใบไปมาค้าขายก็ชุกชุม เรียกเศษดีบุกปึก ดีบุกย่อย ภาษีพรรณผ้า จังกอบ และอากรดีบุก เป็นพระราชทรัพย์ของหลวง ถึงมรสุมงวดปีก็ส่งเข้าไปทูลเกล้าฯถวาย ไม่ได้ค้างล่วงจำนวนปีไปได้ ครั้งนี้มีความกตัญญูคิดถึงพระเดชพระคุณ จัดได้เพชรเม็ดใหญ่เท่าผลบัวอ่อนอันดีมีราคากับของอย่างนอกต่างๆ ให้พระภักดีศรีสงคราม ( เกต ) ปลัดเมืองภูเก็ตคุมเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวายหาบำเหน็จความชอบใส่ตัวเป็นอันมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองภูเก็ตมาขึ้นกับกรุงเทพมหานคร...”
การขยายกิจการการทำเหมืองแร่และการขุดร่อนหาแร่ดีบุก จำเป็นต้องใช้คนมาก เช่นการเปิดหน้าดินในการทำเหมืองหาบ หรือเหมืองแล่น หรือเหมืองรูที่ขุดเป็นบ่อลึกแล้วเอาดินในชั้นแร่มาล้างจึงจะได้แร่ แต่กำลังคนในเมืองถลางและภูเก็ตมีไม่พอกับการขยายการทำเหมือง ดังนั้นนายเหมืองหรือผู้ทำธุรกิจเกี่ยวกับแร่จึงต้องหาคนจีนจากเมืองจีนและคนจีนที่ได้อพยพมาจากแหลมมลายูมาก่อนแล้วเข้ามาทำงานเป็นจำนวนเป็นหมื่นคน ทำให้เมืองภูเก็ตมีสีสันผู้คนพลุกพล่าน มีมหรสพ คือ งิ้ว การเชิดหุ่นจีน ตลาดขายสินค้าพวกยาจีน อาหาร รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีแบบจีนตามเข้ามาด้วย คนจีนเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากมณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน ) กว่างตง เกาะไหหลำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มทั้งที่เป็นชาวบ้านธรรมดาและคนที่มีการศึกษา บางส่วนเป็นสมาชิกของพรรคใต้ดินหรือสมาคมลับในจีน บางคนเมื่อมาถึงภูเก็ตภายหลังจึงละจากการเป็นกรรมกรเหมืองไปค้าขายโดยเช่าอาคารตึกแถวของพระยาภูเก็ต บางส่วนไปทำสวนผัก เป็นนายเหมืองรายย่อยและนายเหมืองที่มีเงินมาก ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม นอกจากการขุดหาแร่ดีบุกแล้ว ยังมีการสร้างโรงงานสำหรับล้างแร่ คือแยกแร่ดีบุกออกจากขี้ดินทราย ขี้แร่ และการหลอมแร่ดีบุกเป็นก้อนคล้ายหัวร่มทางภาคเหนือ การหลอมแร่ดีบุกต้องใช้ไม้ฟืนและใช้คน โรงงานหลอมแร่อยู่แถวใกล้ท่าเรือ เพื่อสะดวกในการขนลงเรือสินค้า การหลอมแร่ดีบุกจะมีตะกรันคือเศษดีบุกที่ติดกับเบ้าหลอมที่ช่างหลอมจะต้องแคะออก โรงงานหลอมดีบุกที่เหลือเป็นเศษตะกรันจำนวนมากมาย ชาวภูเก็ตได้ขุดขายกันเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ – ๒๕๒๕ แถวบริเวณถนนตะกั่วป่าริมคลองบางใหญ่หรืออ่าวเกไปจนถึงฝั่งคลองด้านตะวันออก และบริเวณหน้าศาลเจ้าปุดจ้อ เป็นต้น
ข้างพวกกรรมกรเหมืองทางเจ้าของเหมืองจัดสร้างที่พักกั้นจากมุงจากเป็นห้องโถงยาวให้นอนเรียกว่า กงสี มีข้าวต้มข้าวสวยให้กินยกเว้นกับข้าวหากินเอาเอง แต่ละเหมืองจะมีเกือบร้อยหรือเป็นร้อยคน คนเหล่านี้ได้เงินแล้วส่งกลับไปเลี้ยงครอบครัวที่เมืองจีน บางคนมีภรรยาคนที่สองที่ภูเก็ต เมื่อคนหมู่มากหลายพันคนมาต่างแซ่ต่างถิ่นย่อมมีการกระทบกระทั่งกัน จนเกิดการยกพวกเข้าทำร้ายกัน การไม่พอใจค่าจ้างที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง ที่ชิงดีชิงเด่นในกลุ่มเพื่อตนจะได้เป็น “ตั่วโก”หรือตั้วเฮียหรือพี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม พี่สี่ ฯลฯ ซึ่งในขณะนั้นเมืองภูเก็ตเป็นเมืองค้าขาย มิได้เตรียมกองทหารไว้สู้รบกับพม่าเหมือนแต่ก่อน จึงมีแต่กองโปลิศหรือตำรวจดูแลความสงบสุขของชาวบ้านเท่านั้น
เมื่อคนจีนไหลทะลักเข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สามและอาศัยทำมาหากินตั้งแต่กรุงเทพฯ มหาชัย แม่กลองเรื่อยลงไปตลอดแหลมมลายูของอังกฤษถึงสิงคโปร์ หัวหน้าจีนที่สิงคโปร์เริ่มก่อตั้งสมาคมลับที่เรียกว่า “ซันโฮหุย หรือ ซันเทียนหุย” หรือ เทียนตี้หุย หรือสมาคมไตรภาคี ที่หมายถึงความกลมกลืนของสามอย่างคือ ฟ้า ดิน มนุษย์ เมื่อทางการอังกฤษสอบสวนแล้วเห็นว่า สมาคมนี้ไม่มีพิษภัยต่อการปกครองของตน เพียงแต่ใช้ชื่อจากจีนเพื่อช่วยเหลือคนจีนที่เพิ่งเดินทางมาหางานทำเท่านั้น สมาคมนี้มีสมาชิกกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆตลอดแหลมมลายู ทำให้เกิดสมาคมอื่นๆอีกหลายสมาคม หรือหลายกงสี เช่น หยี่หิ้น หยี่ฮก ปุนเถ่ากง ตัวกงสี ชิวหลี่กือ ฯลฯ ซึ่งรวมเรียกว่า พวก อั้งยี่ หรือ “หนังสือแดง”
ในปี พ.ศ. ๒๔๑๐ ได้เกิดการก่อความวุ่นวายขึ้นที่เมืองปีนัง เมื่อสมาคมธงแดง นับถือตัวแป๊ะกงหรือปุนเถ่ากง พวกนี้เป็นชาวฮกเกี้ยน กับสมาคมธงขาว หรือสมาคมหยี่หิ้น ซึ่งเป็นพวกกว่างตงหรือกวางตุ้ง จัดตั้งเป็นรูปกองทัพจับอาวุธเข้ารบรากันตีโล่ก้อกลอง เอาธงสามแฉกขนาดใหญ่นำหน้า เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ลุกลามไปหลายแห่งรวมทั้งที่ภูเก็ตด้วย
ในปี พ.ศ. ๒๔๑๐ ก่อนสิ้นรัชกาลที่ ๔ คนจีนในภูเก็ตได้จัดตั้งสาขากงสีขึ้น คือ กงสีหยี่หิ้น กงสีปุนเถ่ากง กงสีโฮ่เส้ง แต่ละสมาคมหรือกงสีจะมีระเบียบการเข้าเป็นสมาชิกที่เข้มงวด กงสีหยี่หิ้นหรือหยี่หิ้นเกียนเต๊ก เป็นพวกธงแดงสำนักตั้งอยู่ที่กะทู้มีสมาชิกประมาณ ๓๕๐๐ คน ส่วนกงสีปุนเถ่ากงตั้งอยู่แถวบางเหนียวและในตลาดเมืองภูเก็ต มีสมาชิกราว ๔๐๐๐ คน แต่ละกงสีมีตั่วโกหรือพี่ใหญ่ เป็นหัวหน้า เพื่อดูแลควบคุมลูกน้อง การรับคนเข้าไปเป็นกรรมการในเหมืองแร่แต่ละแห่งก็คงจะยกเอาสมาชิกทั้งชุดเข้าไปเพื่อง่ายต่อการควบคุม ต่อมากงสีทั้งสองเกิดทะเลาะกันเรื่องแย่งกระแสน้ำเข้าไปทำเหมืองแร่ จึงเกิดการสู้รบกันกลางเมือง ฝ่ายพระยาภูเก็ต ( ทัต ) เจ้าเมืองพร้อมด้วยกรมการเมืองต่างเข้าไปห้ามปราม ในขณะเดียวกันท่านได้ติดต่อไปยังหัวเมืองใกล้เคียงเพื่อขอกำลังตำรวจมาเสริม หากพวกอั้งยี่ยังก่อความวุ่นวายอีก พร้อมทั้งแจ้งเรื่องด่วนไปยังกรุงเทพฯ ทางหัวเมืองต่างส่งกำลังมาสนับสนุน ส่วนทางกรุงเทพฯได้ส่ง พระยาเทพประชุน ( ต่อมาคือเจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี -ท้วม บุนนาค ) ปลัดทูลฉลองกระทรวงกลาโหม เป็นข้าหลวง ลงมายังภูเก็ต พระยาภูเก็ตพร้อมด้วยกรมการเมืองภูเก็ต และพระยาเทพประชุน ให้เชิญหัวหน้าจีนทั้งสองกลุ่มเข้ามาไกล่เกลี่ย ทางราชการต้องการให้พวกเขาทำมาหากินโดยสุจริต พวกเขายอมรับ ทางราชการจึงนำตัวหัวหน้ารวมเก้าคนเข้ากรุงเทพฯ แล้วโปรดฯให้หัวหน้าทั้งเก้าคนให้คำสัตย์สาบานว่าจะไม่คิดร้ายต่อทางราชการ ไม่ก่อเรื่องเดือดร้อนขึ้นอีก พวกเขาจึงเดินทางกลับมาภูเก็ตทำมาหากินต่อไป
ข้างทางกรุงเทพฯได้วางแผนให้พระยาภูเก็ต( ทัต ) กับพระยาเสนานุชิต ( นุช ) เจ้าเมืองตะกั่วป่าช่วยกันออกเงินซื้อเรือกลไฟสองลำเอาไว้ลาดตระเวนและช่วยเหลือเรือรบหลวงไว้ป้องกันเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นอีกในอนาคต และใช้วิธีการปราบพวกอั้งยี่แบบที่อังกฤษใช้อยู่ในแหลมมลายูของอังกฤษ คือ แต่งตั้งตัวหัวหน้าอั้งยี่ให้มีบรรดาศักดิ์และอำนาจตรวจตราบังคับลูกน้อง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๓ ทางราชการจึงได้แต่งตั้งปลัดฝ่ายจีน ๒ คน คือ หลวงอำนาจสิงขร และหลวงอร่ามสาครเขต และแต่งตั้งนายอำเภอจีน ๔ คน คือ พระขจรจีนสกล หลวงพิทักษ์จีนประชา หลวงบำรุงจีนประเทศ และหลวงนิเทศจีนประชารักษ์ นอกจากนี้ยังได้ยกเอาเมืองถลางซึ่งขึ้นอยู่กับเมืองตะกั่วป่า มาขึ้นกับเมืองภูเก็ต เพื่อง่ายต่อการสั่งการบังคับบัญชาเมื่อมีเหตุเกิดขึ้น ประจวบกับขณะนั้นเจ้าเมืองถลางถึงแก่อนิจกรรม ทางราชการจึงให้ พระภักดีศรีสงคราม ( เกต ) ปลัดเมืองภูเก็ต ไปเป็นพระยาถลาง ( เกต ) ขึ้นตรงต่อพระยาภูเก็ต ( ทัต ) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๒

ในปีเดียวกันนี้ พระยาภูเก็ต ( ทัต ) ได้รับบำเหน็จความชอบ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์ เป็น พระยาวิชิตสงคราม จางวางเมืองภูเก็ต ถือศักดินา ๑๐๐๐๐ มีเครื่องยศเพียงเท่า เสนาบดี คือ กระบี่บั้งทองเล่มหนึ่ง ประคำทองสายหนึ่ง ดวงตราพระจุลจอมเกล้าชั้น ๒ ดวงหนึ่ง พานทองคำใบใหญ่ใบหนึ่ง พานจอกหมากทองคำ ๒ จอก ตลับยาทองคำ ๒ ตลับ ตลับทองคำใส่สีผึ้งตลับหนึ่ง ซองพลูทองคำซองหนึ่ง ซองบุหรี่ทองคำซองหนึ่ง มีดเจียนหมากด้ามหุ้มทองคำเล่มหนึ่ง คนโททองคำใบหนึ่ง กระโถนทองคำใบหนึ่ง หมวกประพาสใบหนึ่ง เสื้อประพาสตัวหนึ่ง แพรขลิบโพกผืนหนึ่ง สัปทนหนึ่ง แคร่หลังหนึ่ง รวมทั้งหมด ๑๙ สิ่ง ซึ่งเป็นพระยาพานทอง เมื่ออายุได้ ๔๕ ปี
จากการที่ชาวจีนแต่ละกงสีมักทะเลาะวิวาทยกพวกกันเข้าทำร้ายต่อกันเนืองๆ ทำให้บ้านเมืองไม่สู้จะสงบนักถึงแม้จะมีหัวหน้าต้นแซ่ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลควบคุมก็ตาม การควบคุมคนจีนวัยกำลังทำงานเหล่านี้บางครั้งตัวหัวหน้าไม่ทราบว่าลูกน้องยกกำลังกันเข้าฆ่าฟันตายหลายสิบคน ซึ่งย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของเจ้าเมืองคือ พระยาภูเก็ตที่จะต้องดูแลเอาใจใส่ ประมาณหลังจาก พ.ศ. ๒๔๑๖ เป็นต้นมาสุขภาพร่างกายของพระยาวิชิตสงครามไม่สู้จะดีนักเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ ดวงตาเริ่มพร่ามัว ทำให้การว่าราชการย่อหย่อนลง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระอาณาจักรบริบาล ( ลำดวน ) บุตรชายซึ่งอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยราชการอากรดีบุกเมืองภูเก็ต เป็น พระยาภูเก็ตโลหเกษตรารักษ์ เป็นผู้ว่าราชการเมืองภูเก็ต ถือศักดินา ๓๐๐๐ ตั้งแต่วันจันทร์ขึ้นสามค่ำเดือน ๘ ปีกุนสัปตศก ศักราช ๑๒๓๗ ( พ.ศ. ๒๔๑๘ ) ในขณะที่พระยาวิชิตสงครามอายุได้ ๕๑ ปี
ในปี พ.ศ. ๒๔๑๙ เมืองภูเก็ตมีคนจีนเข้ามาทำมาหากินหลายหมื่นคน แต่ส่วนใหญ่จะหมุนเวียนกันกลับไปเมืองจีนในช่วงตรุษจีน กงสีปุนเถ่ากงซึ่งอยู่ในตัวเมืองภูเก็ตมักหาว่าพระยาวิชิตสงครามเข้าข้างพวกกงสีหยี่หิ้นที่กะทู้และมักจะช่วยพวกเขาเสมอเมื่อมีการสู้รบกันระหว่างสองกงสี พวกนี้หนีการจับกุมมาจากระนองแล้วรวมตัวกันจะเข้ายึดตัวเมืองภูเก็ต แต่หัวหน้าต้นแซ่ไม่รู้เรื่อง
ในเดือนสี่ ขึ้นสิบสามค่ำ ปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ เวลาบ่าย กะลาสีเรือเมาสุราเกิดทะเลาะกับคนจีนที่ในตลาดเมืองภูเก็ต แต่หัวหน้ากะลาสีเรียกลงเรือไปเสียก่อน จนเวลาค่ำพวกกะลาสีสองคนขึ้นมาเที่ยวในตลาด พวกคนจีนเห็นดังนั้นจึงชวนพรรคพวกเข้ารุมทุบตีกะลาสีปางตาย ฝ่ายตำรวจเข้าระงับเหตุพร้อมกับรวบตัวคนจีนที่ทำร้ายแล้วพาไปโรงพัก พวกที่เหลือไม่พอใจ ต่างลุกฮือขึ้นไปชวนพวกมากว่า ๓๐๐ คนถืออาวุธเข้ารื้อโรงพัก เผาวัดและเข้าปล้นบ้านเรือนคนไทย คนไทยต่างหนีเอาตัวรอด ข้างคนจีนเมื่อรวมพวกได้กว่า ๒๐๐คนหมายจะเข้าปล้นสำนักงานรัฐบาลและบ้านพระยาวิชิตสงครามที่บางงั่ว
ขณะนั้นพระยาวิชิตสงครามที่กำลังป่วย และบุตรเขยของท่าน คือ เจ้าหมื่นเสมอใจราช ( ชื่น บุนนาค ) ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองตรังและข้าหลวงหัวเมืองฝ่ายตะวันตก จึงรวมไพร่พลคนไทยปลดนักโทษจากเรือนจำ ตำรวจอีกได้ประมาณ ๑๐๐ คน พร้อมกับทหารเรือในเรือรบสองลำที่ทอดสมออยู่ในอ่าวอีก ๑๐๐ คน จัดการเอาปืนใหญ่จุกช่องทั้งสี่ทิศ พร้อมกับโทรเลขถึงกรุงเทพฯ มีหนังสือไปยังหัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันตกให้ยกกำลังมาช่วย ในขณะเดียวกันได้เรียกหัวหน้าต้นแซ่มาประชุมตกลง
ข้างทางกรุงเทพฯได้ส่งเจ้าหมื่นไวยวรนาถ ( ชาย บุนนาค ) ข้าหลวงใหญ่ปราบปรามอั้งยี่โดยเฉพาะคุมเรือรบและเรือสลูปลงมายังภูเก็ต ด้วยเกรงว่าเจ้าหมื่นเสมอใจราช ( ชื่น บุนนาค ) จะวางแผนต่อสู้กับพวกอั้งยี่ไม่ได้ เมื่อได้รวมพลทั้งหลายเข้าได้พอสมควรแล้วจึงประกาศเอาโทษแก่ผู้ประพฤติร้าย ข้างหัวหน้าต้นแซ่ต่างเข้ามาขอโทษและกลับไปทำมาหากินตามเดิม แต่ยังมีคนจีนหลายกลุ่มที่ดื้อรั้นไม่พอใจ จึงรวมพวกกันออกไปปล้นบ้านเรือนราษฎรรอบนอก ทำให้เกิดจลาจลขึ้นทั่วเกาะภูเก็ต มีแห่งเดียวที่รักษาตำบลของตนเองไว้ได้คือ บ้านฉลองซึ่งมีหลวงพ่อแช่มเจ้าวัดและชาวบ้านฉลอง
เมื่อเหตุการณ์สงบลง ต่างได้รับบำเหน็จความชอบคือ เจ้าหมื่นเสมอใจราช ( ชื่น บุนนาค ) เป็น พระยามนตรีสุริยวงศ์ เจ้าหมื่นไวยวรนาถ ( ชาย บุนนาค ) เป็น พระยาประภากรวงศ์ ในตำแหน่งจางวางมหาดเล็ก ได้รับพระราชทานพานทองเสมอทั้งสองคน ส่วนคนอื่นๆได้รับบำเหน็จความชอบตามลำดับทุกคน

กรณีอั้งยี่ พ.ศ. ๒๔๑๙
สาเหตุของการเกิดกบฏอั้งยี่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙ และลุกลามไปอีกหลายปีนั้น สรุปได้ดังนี้
๑. เมื่อกงสีหยี่หิ้นกับกงสีปุนเถ่ากงเกิดทะเลาะวิวาทกันบ่อยเข้า บางช่วงพวกกงสีปุนเถ่ากงที่ตลาดเมืองภูเก็ตปิดถนนไม่ให้ส่งเครื่องอุปโภคบริโภคไปกะทู้ของพวกกงสีหยี่หิ้น โดยเฉพาะข้าวสาร พระยาวิชิตสงครามจึงให้ขนข้าวสารลงเรือไปขึ้นที่หาดป่าตองแล้วลำเลียงด้วยช้างข้ามภูเขาไปยังกะทู้ ทำให้พวกกงสีปุนเถ่ากงไม่พอใจ
๒. การตัดสินคดีความต่างๆ พวกกงสีปุนเถ่ากงหาว่า พระยาวิชิตสงครามไม่ให้ความยุติธรรมกับพรรคพวกของตน และพยายามช่วยพวกกงสีเกียนเต็กหรือหยี่หิ้น แต่ไม่ช่วยพวกตน
๓. ราคาดีบุกตกต่ำ ราคาดีบุกในตลาดลอนดอนตกต่ำลง ทำให้ราคาดีบุกเมืองปีนัง สิงคโปร์ ภูเก็ตพลอยตกต่ำไปด้วย
๔. การเก็บภาษีผูกขาดของรัฐบาลกลางจากพระยาวิชิตสงครามเป็นรายปี เมื่อราคาดีบุกตกต่ำลง เงินรายได้จากภาษีดีบุกก็ตกต่ำลงไปด้วย แต่พระยาวิชิตสงครามจะต้องจ่ายภาษีรายปีให้รัฐบาลกลางเท่าเดิม
๕. ระบบการจัดเก็บภาษีดีบุกเปลี่ยนแปลงไป คือ รัฐบาลกลางมีนโยบายที่จะให้คนที่ประมูลการจัดเก็บภาษีได้ จะต้องส่งเงินล่วงหน้า ๓ เดือน และต่อไปเดือนละ ๒ ครั้ง และห้ามส่งเป็นของวัตถุ ต้องส่งเป็นเงินเหรียญเท่านั้น ทำให้พระยาวิชิตสงครามและนายเหมืองหุ้นส่วนของตนเกิดความยุ่งยากขึ้นทันที เมื่อกรรมกรจีนต้องการเงินค่าจ้างโดยเฉพาะในช่วงตรุษจีน ซึ่งพวกเขาจะกลับไปเมืองจีนหรือส่งเงินไปบ้าน แต่เงินหมุนเวียนของพระยาวิชิตสงครามและหุ้นส่วนนายเหมืองมีไม่พอที่จะจ่ายให้กรรมกรเหล่านั้น
๖. ราคาประมูลภาษีอากรต่อปีสูงเกินไป คือ ในปี พ.ศ. ๒๔๑๔ เพียงปีละ ๑๗,๓๖๐. บาท แต่ในปี พ.ศ. ๒๔๑๘ – ๒๔๑๙ ได้มีการประมูลสูงขึ้นเป็นปีละ ๔๘๐,๐๐๐. บาท โดยพระยาอัษฎงคตทิศรักษา ( ตันกิมเจ๋ง ) ได้ประมูลแข่งกับพระยาวิชิตสงครามในราคาดังกล่าว พระยาวิชิตสงครามจึงต้องสู้ราคาดังกล่าวกับพระยาอัษฎงคต จึงทำให้พระยาวิชิตสงครามต้องส่งเงินงวดล่วงหน้า ๓ เดือน เป็นจำนวน ๑๒๐,๐๐๐. บาท และเงินงวดต่อไปงวดละ ๔๐,๐๐๐. บาท พระยาวิชิตสงครามจึงต้องเอาเงินค่าจ้างกรรมกรจีน ไปจ่ายภาษี เมื่อความลับรั่วไหลออกไปทำให้กรรมกรจีนไม่พอใจ
๗. พวกกรรมกรจีนจังหวัดระนองเมื่อถึงวันตรุษจีน ใน พ.ศ. ๒๔๑๙ ขอให้นายเหมืองจ่ายเงินที่คงค้างกับพวกตนให้หมดตามประเพณีจีน แต่นายเหมืองที่ระนองไม่มีจ่าย พวกกรรมกรจีนจึงก่อการจลาจลขึ้น โดยเฉพาะพวกสาขากงสีปุนเถ่ากงฆ่านายเหมืองตาย แล้วหลบหนีไปทางเมืองหลังสวนชุมพร ข้างนายด่านเห็นผิดสังเกตจึงจับตัวส่งเมืองระนอง ข้างพรรคพวกทางระนองเข้าแย่งตัวผู้ร้ายแล้วฆ่านายด่านตาย เมื่อเห็นความผิดจึงพากันหลบหนีมาภูเก็ตประมาณ ๓๐๐ – ๔๐๐ คนโดยแทรกซึมเข้าไปตามอาศัยอยู่กับสมาชิกสาขากงสีปุนเถ่ากงที่ในเมืองภูเก็ต พวกนี้วางแผนที่จะเข้าปล้นศาลารัฐบาลและบ้านเรือนราษฎรเพื่อลบล้างความผิดทางอาญาของพวกตน
๘. ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๑๖ – ๒๔๑๘ พระยาอนุกูลสยามกิจได้ประมูลภาษีดีบุก ประมูลเงินขึ้นปีละ ๒๐๒,๖๔๐. บาท รวมเป็น ๓๒๐,๐๐๐. บาท พระยาวิชิตสงครามจึงต้องสู้ราคากับพระยาอนุกูลสยามกิจ จึงเป็นเหตุให้เมืองภูเก็ตต้องเสียภาษีให้รัฐบาลกลางปีละ ๔๘๐,๐๐๐. บาท หัวเมืองชายทะเลตะวันตกก็ต้องขึ้นภาษีตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การประมูลภาษีตามที่พระยาอัษฎงคตทิศรักษาเคยประมูลไว้ เมื่อถึงเวลาที่พระยาภูเก็ต (ลำดวน ) ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ และขอถอนตัวออกจากการประมูล แต่พระยาอัษฎงคตก็ไม่ได้เข้ามาประมูลต่อ ทางรัฐบาลกลางจึงมอบให้พระยาภูเก็ตจัดการต่อไปโดยให้ร้อยละ ๕
๙. พวกคนจีนนายเหมืองที่มีเงินทุนน้อย จึงขุดแร่ดีบุกได้ไม่มาก ทางรัฐบาลต้องการภาษีให้ได้มาก จึงอนุมัติให้พระยาวิชิตสงครามเบิกภาษีของหลวงในแต่ละปีส่วนหนึ่งออกมาเป็นเงินหมุนเวียนให้พวกนายเหมืองจีนกู้ยืมไปลงทุน แต่ทว่าราคาดีบุกตกต่ำ ราคาข้าวสารกลับแพงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจของภูเก็ตกลับซบเซาลง พวกนายเหมืองบางคนต้องปิดกิจการเหมือง ทำให้คนจีนตกงานเป็นจำนวนมาก ทำให้พวกเขาเดือดร้อนไปตามๆกัน
๑๐. เมื่อภาษีที่ทางรัฐบาลกลางเรียกเก็บสูงขึ้นทุกปี แต่การจัดเก็บภาษีดีบุกกลับตกต่ำ พระยาวิชิตสงครามจึงต้องหาช่องทางเพิ่มภาษีอย่างอื่นไปด้วย และในปี พ.ศ. ๒๔๑๙ พระยาภูเก็ต(ลำดวน) ได้ประกาศขึ้นราคาผูกปี้คนจีนจากเดิมคนละ ๔๐ เซ็นต์ เป็น ๒ เหรียญ ๖๐ เซ็นต์ ทำให้กรรมกรจีนที่ตกงานและมีรายได้น้อยเดือดร้อนมากขึ้น ความแค้นต่อเจ้าเมืองจึงเพิ่มมากขึ้นไปอีก จึงรวมตัวกันวางแผนก่อการกบฏ
๑๑. ในปี พ.ศ. ๒๔๑๙ พระยาภูเก็ต(ลำดวน)ได้ประกาศอีกว่า จะไม่ลงทุนให้กับพวกนายเหมืองที่มีทุนน้อยมากู้ยืมอีกต่อไป ทำให้นายเหมืองทุนน้อยที่เคยกู้เงินจากราชการไม่กล้าเสี่ยงลงทุนทำเหมือง สร้างความแค้นเคืองให้กับกลุ่มนายทุนเหมืองเหล่านี้ แต่นายเหมืองที่มีทุนมากก็ไม่เดือดร้อน
สรุปได้ว่าปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น น่าจะมาจากการแข่งขันกันประมูลภาษีที่เพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปีอย่างผิดสังเกต ทำให้ผู้ที่ประมูลได้ต้องขึ้นภาษีอย่างอื่นมาชดเชย ราคาดีบุกตกต่ำ เศรษฐกิจซบเซา กิจการการทำเหมืองแร่ดีบุกหยุดชะงัก คนจีนที่เดินทางเข้ามาหลายหมื่นคนตกงาน การบริหารจัดการด้านการเงินและธุรกิจของพระยาภูเก็ต(ลำดวน)ไม่คล่องเหมือนพระยาวิชิตสงคราม รัฐบาลกลางเร่งรัดเก็บเงินภาษีจากรายปีเป็นรายเดือน เมื่อเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจขึ้นก็ไม่ได้ลดหย่อนการเก็บภาษี เป็นต้น
พระยาวิชิตสงคราม ( ทัต รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ) ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๑ ภายหลังจากกบฏอั้งยี่สามปี ด้วยโรคเรื้อรังมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๖ และจักษุพร่ามัว

สกุล “รัตนดิลก ณ ภูเก็ต”
ภายหลังจากที่พระราชบัญญัติขนานนามสกุล พ.ศ. ๒๔๕๖ ประกาศใช้แล้ว บรรดาพวกขุนนางต่างขอนามสกุลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงวินิจฉัยว่าจะพระราชทานนามสกุลอะไรให้แก่ใครตามความเหมาะสม บรรดาขุนนางจึงทำหนังสือขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานลงมา ดังตัวอย่างพระราชหัตถเลขาที่ทรงมีไปถึงพระยาบุรีราษฐ์ ราชเลขานุการในพระองค์ ลงวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๔๕๖ ความตอนหนึ่งว่า “...นามสกุลของเจ้าที่เจ้าได้มาขอให้ข้าตั้งนั้น ข้าได้ใคร่ครวญดูแล้ว จริงอยู่ ท่านเจ้าพระยาอภัยราชา (ปิ่น)นั้น เป็นคนแรกในสกุลของเจ้าที่ได้ทำชื่อเสียงไว้ในแผ่นดิน แต่ข้ารู้สึกว่า ถ้าจะคิดไปถึงความนิยมแห่งคนโดยมากแล้ว ท่านเจ้าพระยาอภัยราชาจะมีคนรู้จักน้อยกว่าท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา(สิง) เพราะท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา นับว่าเป็นนักรบสำคัญของไทยคน ๑ ซึ่งจะมีนามติดไปในตำนานของชาติไทยอีกนาน ข้าจึงเห็นว่า ถ้าพวกเจ้าจะมีชื่อว่าเป็นสกุลแห่งท่านผู้นี้ก็ดูจะเป็นเกียรติยศดี มีหน้ามีตาและพอจะอวดเขาได้ว่าต้นโคตรของเจ้าได้เป็นผู้หนึ่งซึ่งได้ช่วยรักษาพระบรมเดชานุภาพแห่งพระเจ้าแผ่นดินไทยให้ดำรงมา...”
แล้วพระราชทานนามสกุลว่า “สิงหเสนี”แก่พระยาบุรีราษฐ์
ฝ่ายอำมาตย์โท หลวงวรเทศภักดี (เดช) ผู้เป็นน้องชายของพระยาวิชิตสงคราม(ทัต) ได้ทำหนังสือขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาฯขอพระราชทานนามสกุล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามสกุลให้ว่า “รัตนดิลก” ประกาศเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ เป็นครั้งที่ ๓๑
เช่นเดียวกับการพระราชทานนามสกุลสิงหเสนี พระองค์ทรงวินิจฉัยแล้ว จึงพระราชทานนามสกุล “รัตนดิลก” ให้หลวงวรเทศภักดี (เดช) ซึ่งที่มาก็คือ
พระยาณรงค์เรืองฤทธิ์ประสิทธิสงคราม (เจิม) พระยาถลาง ผู้ก่อสร้างบุกเบิกเมืองถลางขึ้นมาใหม่ ภายหลังจากที่พม่าเผาผลาญหมดสิ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๒ พระภูเก็ต (แก้ว) บุตรพระยาถลาง(เจิม) เป็นผู้บุกเบิกทำเหมืองแร่ดีบุกแบบธุรกิจขนาดใหญ่สร้างเมืองภูเก็ตให้เจริญรุ่งเรือง
พระภูเก็จ (แก้ว) คำว่า “แก้ว” หมายถึง “รตน”
พระยาถลาง (เจิม) คำว่า “เจิม” จาก แปลก สนธิรักษ์ ( พจนานุกรมบาลี – ไทย, ๒๕๐๖ : ๑๓๒ ) “ติลก นาม. เจิม, ประ, คุณ, ตกกระ” ดังนั้นคำว่า “เจิม” หมายถึง “ติลก” อ่านว่า ติละกะ
จากคำว่า แก้ว + เจิม = รตน + ติลก เป็น รัตนดิลก
คุณตาเสริม (ดำ) รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า คำว่า รัตนดิลก หมายถึง ส่วน (แป้ง,แก้ว) ที่เจิมหน้าผากของชาวอินเดีย ซึ่งเข้าเค้าว่าเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากอินเดียอีกด้วย
ต่อมาอำมาตย์เอก หลวงวรเทศภักดี (เดช รัตนดิลก) กรมการพิเศษมณฑลภูเก็ต ได้ทูลเกล้าฯถวายหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า วงศ์สกุลของหลวงวรเทศภักดี เป็นตระกูลที่สืบเนื่องมาจากข้าราชการมณฑลภูเก็ต และมีนิวาสสถานตั้งบ้านเรือนอยู่ในมณฑลภูเก็ตตั้งแต่เดิมมาจนบัดนี้ จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเพิ่มนาม “ณ ภูเก็ต” ต่อท้ายนามสกุล “รัตนดิลก” เป็น “รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” และขอพระบรมราชานุญาตให้หลานชายของหลวงวรเทศภักดีสามคน คือ อำมาตย์ตรี หลวงประธานสรรพเหตุ (เอี้ยว รัตนดิลก) ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสตูลหนึ่ง รองอำมาตย์โท ขุนเขตขันธ์ภักดี (แนบ รัตนดิลก) นายอำเภอจังหวัดสตูลหนึ่ง รองอำมาตย์ตรี ขุนนิเทศทาวันการ (ดิษฐ์ รัตนดิลก) ผู้ช่วยเจ้ากรมป่าไม้มณฑลภูเก็ตหนึ่ง ใช้นามสกุล “รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” ได้ทรงพระบรมราชานุญาตให้ใช้นาม “ณ ภูเก็ต” ต่อท้ายนามสกุล “รัตนดิลก” เป็น “รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” ตั้งแต่วันประกาศลงในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๓ แผนกราชกิจจา วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๙ หน้า ๘๓๑

อนุสรณ์พระยาวิชิตสงคราม ( ทัต รัตนดิลก ณ ภูเก็ต )

๑. ถนนวิชิตสงคราม
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแต่ครั้งยังทรงดำรงพระยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชได้เสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ ในวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้เสด็จพระราชดำเนินจากที่ประทับตำบลสามกอง ผ่านตัวเมืองภูเก็ตถึงหัวถนนทางที่จะไปอำเภอกะทู้ เจ้าหน้าที่ได้จัดปะรำพิธีไว้ที่หัวถนน ได้อาราธนาพระอริกระวี เจ้าคณะมณฑลภูเก็ตเป็นประธาน หม่อมเจ้าประดิพัทธ์ได้กราบบังคมทูลถวายรายงานการสร้างถนนสายนี้ แล้วกราบบังคมทูลเชิญเสด็จเปิดถนนสายไปอำเภอกะทู้ ทรงมีพระราชดำรัสตอบ แล้วพระราชทานนามถนนสายนี้ว่า “ถนนวิชิตสงคราม” ตามนามพระยาวิชิตสงคราม (ทัต)ผู้ได้พัฒนาบุกเบิกเมืองภูเก็ตและกะทู้ให้เจริญรุ่งเรือง ทรงชักผ้าคลุมป้ายนามถนน พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา ปี่พาทย์ประโคม แล้วทรงพระราชดำเนินไปตัดแพรแถบที่ขึงขวางถนน เสด็จขึ้นทรงรถยนต์ขับไปตามถนนวิชิตสงครามผ่านวัดเก็ตโฮ่ ตรงสามแยกเลี้ยวซ้ายไปบ้านทุ่งทอง ผ่านทางเข้าน้ำตกจนถึงตลาดกะทู้ แล้วมาบรรจบที่สามแยกวัดเก็ตโฮ่ระยะทางประมาณ ๒๐๐ เส้น

๒. โรงเรียนวิชิตสงคราม
โรงเรียนวิชิตสงครามตั้งอยู่ถนนเจ้าฟ้าตะวันตก ในเขตเทศบาลตำบลวิชิต ใกล้สี่แยกทางที่จะไปอำเภอกะทู้ เดิมเป็นโรงเรียนประชาบาลบ้านระเงง ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ สอนตั้งแต่ชั้น ประถมปี่ที่ ๑ ถึง ประถมปีที่๔ โดยเช่าที่ดินของเอกชน มีนายชั้น วรวิฑูร เป็นครูใหญ่ และได้ตั้งชื่อโรงเรียนว่า “โรงเรียนวิชิตสงคราม” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระยาวิชิตสงคราม ปัจจุบันเป็นโรงเรียนขยายโอกาสสอนถึงชั้นมัธยมปีที่ ๖ มีนักเรียนกว่าพันคน

๓. เทศบาลตำบลวิชิต
พื้นที่อำเภอเมืองภูเก็ตมี ๘ ตำบล และมีสองตำบลที่ตั้งชื่อตำบลเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ผู้ปกครองเมืองภูเก็ต คือ ตำบลรัษฎา อนุสรณ์แด่ มหาอำมาตย์โท พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ( คอซิมบี้ ณ ระนอง ) ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต และตำบลวิชิต เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ พระยาวิชิตสงคราม ( ทัต รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ) จางวางเมืองภูเก็ต และผู้ว่าราชการเมืองภูเก็ต องค์การบริหารส่วนตำบลวิชิตตั้งอยู่ที่หมู่ ๑ ตำบลวิชิต ถนนเจ้าฟ้าตะวันออกติดกับวัดเทพนิมิตร ( วัดแหลมชั่น ) อำเภอเมืองภูเก็ต มี ๙ หมู่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบลวิชิตได้รับการยกฐานะเป็น “เทศบาลตำบลวิชิต” เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๐

๔. วัดวิชิตสังฆารามวัดวิชิตสังฆาราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าวัดควน เพราะตั้งอยู่บนที่ดินที่เป็นเนินหรือควน ที่ดินบริเวณนี้เดิมเป็นที่ดินของพระยาวิชิตสงครามภายหลังต้องมอบให้ราชการ
วัดวิชิตสังฆารามตั้งอยู่ถนนนริศร ในเขตบริเวณที่ทำการของหน่วยราชการต่างๆ วัดนี้จึงเป็นอนุสรณ์อีกแห่งหนึ่งของพระยาวิชิตสงคราม


๕. บ้านพระยาวิชิตสงคราม
บ้านพระยาวิชิตสงคราม ตั้งอยู่ที่บ้านท่าเรือ หมู่ที่... ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง ภูเก็ต กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๐๒ ตอนที่ ๑๒๘ ลงวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๘ มีเนื้อที่ ๒ภ ไร่ ๑ งาน ๑๔ ตารางวา ทางกรมศิลปากรได้บูรณะเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑
จากจดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ. ๑๒๘ ( พ.ศ. ๒๔๕๓ ) ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “...ขากลับแวะทอดพระเนตรบ้านท่านพระยาวิชิตสงคราม จางวางเมืองภูเก็ต ที่ตำบลท่าเรือ บ้านนี้ท่านพระยาวิชิตไปสร้างขึ้นเมื่อครั้งจีนกระทำการตั้วเหี่ยขึ้นที่เมืองภูเก็ต ท่านพระยาวิชิตเห็นว่าอยู่ในเมืองภูเก็ตใกล้ภัยอันตรายนัก จึงไปสร้างบ้านขึ้นที่ท่าเรือสำหรับเป็นที่เลี่ยงไปอยู่ มีกำแพงแข็งแรงราวกับกำแพงเมือง มีใบเสมาตัดสี่เหลี่ยม มีป้อมวางเป็นระยะๆรอบ เตรียมรบเจ๊กอย่างแข็งแรง ภายในได้ก่อตึกรามไว้หลายหลัง แต่ปรักหักพังเสียเกือบหมดแล้ว...”
บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ริมคลองท่าเรือทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นคลองขนาดใหญ่ที่เรือสำเภาเข้ามาจอดทอดสมอได้ และเป็นท่าเรือที่สำคัญทางเศรษฐกิจของเมืองถลางมาตั้งแต่สมัยท้าวเทพกษัตรีย์แล้ว ท่าเรือแห่งนี้เป็นชุมชนที่เรือสำเภาเข้ามาขนถ่ายสินค้าขึ้นและนำดีบุกที่ถลุงและหลอมแล้วลงเรือสำเภา เพราะมีหลักฐานจากขี้ตะกรันเศษดีบุกที่ติดกับแบบหลอมดีบุกกองอยู่บริเวณกำแพงบ้านเป็นจำนวนมาก นอกจากการขนถ่ายสินค้าแล้ว คนที่จะเดินทางไปยังหัวเมืองอื่นก็ต้องมาลงเรือที่ท่าเรือแห่งนี้เช่นเดียวกัน และเป็นสถานที่เก็บภาษีอากรขาเข้าขาออกภาษีปากเรือของพนักงานของรัฐด้วย ส่วนชายฝั่งทะเลตะวันตกเมืองถลาง บริเวณเลพัง บ้านดอนมีท่าเรือมาแต่สมัยโบราณเช่นเดียวกัน
ภายหลังจากที่กรมศิลปากรได้บูรณะขุดแต่งจัดทำแผนผังซากอาคารต่างๆ พร้อมทั้งเขียนคำอธิบายสังเขปตามข้อสันนิษฐาน ทำให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจมากขึ้น จากแผนผังในเนื้อที่ ๒๓ ไร่เศษ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แบ่งพื้นที่ภายในออกเป็นสามตอน คือ ส่วนหน้า ส่วนกลาง และส่วนหลัง ล้อมรอบด้วยกำแพงหนา ๒๐ นิ้ว บางส่วนหนา ๑๖ นิ้ว หอคอยป้อมปืนอยู่ตรงกลางทั้งสี่ด้าน ชิองประตูทางเข้าอยู่ทางทิศใต้
พื้นที่ส่วนหน้า ประกอบด้วย
(๑) ช่องประตูทางเข้าอยู่ตรงกลางข้างป้อมปืน
(๒) ป้อมปืนสังเกตการณ์ เป็นอาคารสองชั้น ชั้นล่างมีช่องปืนใหญ่สองกระบอก ขนาดพื้นที่ของป้อม ๗ x ๗.๒๐ เมตร ป้อมปืนส่วนนี้ยังมีสภาพหลักฐานเดิม มีเศษกระเบื้องดินเผามุงหลังคา ส่วนยอดของหลังคาทำเป็นทรงสี่เหลี่ยมสอบปลายยอดแหลม ประดับลวดลายแบบจีน หลังคาทรงปั้นหยา
(๓) กำแพงทั้งสี่ด้าน สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงกล่าวไว้ว่า กำแพงสูง ๖ ศอก ใบเสมาศอกคืบแบบจีน กำแพงบางไม่มีเชิงเทิน ความกว้างของกำแพง ๖๐ วาทั้งหน้าหลัง กำแพงสร้างอย่างแข็งแรง เพื่อป้องกันการสู้รบกับอั้งยี่
(๔) อาคารหมายเลข ๒, ๓ เป็นศาลหอนั่ง ขนาด ๑๕.๓๐ x ๒๓.๓๐ เมตร อยู่ริมกำแพงทิศใต้ส่วนหน้าเช่นเดียวกัน เป็นอาคารตึกสำหรับเป็นศาลและหอนั่ง ด้านหน้าเป็นโถงโล่ง ส่วนหลังคาเป็นทรงปั้นหยา
(๕) กลุ่มอาคารทิมดาบ ด้านหน้าทั้งสองมุม เป็นกลุ่มอาคารห้องแถวมุมกำแพงพอดีแยกออกทั้งสองปีก ด้านละ ๕ ห้องมุมหนึ่งรวม ๑๐ ห้อง หน้าอาคารน่าจะปูไม้เป็นนอกชาน สำหรับพวกตำรวจพัก รวมสองมุม ๒๐ ห้อง
(๖) ตรงกลางอาคารส่วนหน้าเป็นอาคารว่าราชการหรือรับแขกมีบันไดขึ้นทั้งสองด้าน ถัดบันไดเข้าไปภายในเป็นพื้นปูด้วยกระเบื้องดินเผาขนาดใหญ่สีแดง อาจจะต่อเชื่อมเข้าไปเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ พื้นปูด้วยไม้มีตอม่อเสาปูนเรียงด้วยอิฐ
(๗) ตรงส่วนหน้ามุมซ้ายสุดติดกำแพงเตี้ยกั้นระหว่างพื้นที่ส่วนหน้ากับส่วนกลาง มีอาคารชั้นเดียว (หมายเลข ๔) สามด้านก่ออิฐส่วนด้านหน้าอาจเป็นไม้ทำเป็นนอกชานโล่ง ขนาด ๗ x ๑๑ เมตร เป็นอาคารหลังเล็ก หลังคาน่าจะเป็นทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องดินเผา แต่ฟากตรงกันข้ามทางริมกำแพงทิศตะวันออกไม่มีอาคารแบบนี้
(๘) กำแพงแบ่งพื้นที่ส่วนหน้ากับพื้นที่ส่วนกลาง มีช่องประตูทางเข้าไปในพื้นที่ส่วนกลางสองช่องซ้ายขวาของกำแพง

พื้นที่ส่วนกลางพื้นที่ส่วนกลางซึ่งเป็นพื้นที่หลัก มีขนาดกว้างใหญ่กว่าพื้นที่อีกสองส่วน ประกอบด้วย
(๑) อาคารหมายเลข ๕ มีขนาด ๑๕.๓๐ x ๒๓.๓๐ เมตร เป็นอาคารสองชั้นหลังใหญ่ อยู่ขนานกันกับอาคารหลังใหญ่ตรงส่วนหน้า อาคารหลังนี้เป็นที่พักอาศัยของเจ้าของบ้าน ชั้นล่างยกพื้นสูงมีบันไดขึ้นด้านหน้าและด้านข้าง บันไดขึ้นชั้นสองอยู่ตรงกลางห้องโถง เจ้าของบ้านเข้ามาอาศัยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๐
(๒) สระน้ำ อยู่ด้านหลังอาคาร เป็นสระน้ำขนาดเล็ก ขนาด ๑๕ x ๒๐ เมตร พื้นสระปูด้วยหินจัดเรียงเรียบสวยงาม ลำร่องน้ำเข้าสระขุดเชื่อมกับคลองท่าเรือทิศตะวันตกของตัวบ้าน เป็นร่องน้ำตื้นเพื่อให้น้ำไหลเข้าสระ กล่าวกันว่า น้ำในลำคลองท่าเรือใสสะอาด น้ำไหลตลอดปี ส่วนร่องน้ำไหลออกจากสระทางทิศเหนือ ขุดลึกเสมอพื้นสระเพื่อให้ตะกอนไหลออกได้สะดวก
(๓) ป้อมปืนรักษาการณ์ทั้งสองด้านคือด้านทิศตะวันออกกับทิศตะวันตก ป้อมทางทิศตะวันออกจะเห็นช่องเสียบปืนใหญ่สองช่อง
(๔) ถัดจากสระน้ำไปทางทิศเหนือติดกำแพงกั้นระหว่างพื้นที่ชั้นกลางกับชั้นหลังมีอาคารชั้นเดียวอยู่ตรงกลางขนานกับบ้านหลังใหญ่
(๕) มุมขวาของส่วนกลางติดกำแพงส่วนหลังมีอาคารชั้นเดียวหลังหนึ่ง
(๖) กำแพงกั้นระหว่างพื้นที่ส่วนกลางกับพื้นที่ส่วนหลังมีช่องประตูเข้าออกสองช่องซ้ายขวา

พื้นที่ส่วนหลัง
พื้นที่ส่วนหลังตรงกลางกำแพงมีป้อมปืนสังเกตการณ์เช่นเดียวกับพื้นที่ส่วนหน้า ตรงมุมกำแพงทั้งสองด้านมีห้องข้างละ ๑๐ ห้อง รวมสองด้าน ๒๐ ห้อง เช่นเดียวกับส่วนหน้า กล่าวกันว่า พื้นที่ส่วนนี้เป็นที่เก็บยุ้งฉางเสบียงอาหาร

ส่วนพื้นที่ดินและบ้านพระยาวิชิตสงครามที่อยู่ในตัวเมืองภูเก็ตอยู่ริมคลองบางใหญ่ฝั่งตะวันออกบริเวณหน่วยราชการต่างๆในปัจจุบัน คือ ที่ทำการไปรษณีย์ ธนาคารออมสิน สวนสมเด็จฯ เรื่อยไปจนถึงการทาง วัดวิชิตสังฆาราม โรงเรียนพิบูลสวัสดี ศาลจังหวัด ศาลากลางจังหวัด จนติดเชิงเขาโต๊ะแซะ หน่วยราชการทั้งหมดบริเวณนี้ วกกลับมาทาง เรือนจำจังหวัด โรงเรียนสตรีภูเก็ต วัดมงคลนิมิตร ที่ว่าการอำเภอจนติดเชิงเขารัง ฯลฯ ตามศักดินาหนึ่งหมื่นไร่ของท่าน แต่ต่อมาถูกยึดเป็นของหลวงในสมัยพระยาภูเก็ต(ลำดวน) รวมทั้งบ้านที่ตำบลท่าเรือด้วย เพื่อชดใช้การค้างชำระค่าภาษีรายปีเป็นเวลาหลายปี สมัยก่อนบรรดาคุณหลวงคุณพระคนจีนที่ถือศักดินากี่ไร่ เล่ากันว่า ท่านใช้ไม้เท้าชี้เอาระหว่างเชิงเขานี้ไปจดเชิงเขานั้น เป็นของตนตามศักดิ์ เช่น พันไร่ ฯลฯ
พระยาวิชิตสงคราม ( ทัต รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ) เป็นผู้มองเห็นการณ์ไกล ท่านเฉลียวฉลาดในการบริหารเมืองภูเก็ตทั้งในเชิงการจัดการราชการและในเชิงธุรกิจ แสดงให้เห็นว่าท่านมีบริวารและญาติมิตรที่ดี รู้จักการทำมาหากินในเชิงราชการ การอ่อนน้อมถ่อมตน การกล้าตัดสินใจ ท่านได้วางรากฐานการจัดการเมืองภูเก็ต ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดำเนินงานสานต่อ แต่ด้วยเหตุผลหลายอย่างต่อมาทำให้พระยาภูเก็ตไม่สามารถจะบริหารงานราชการให้เป็นไปตามที่ทางการกำหนดได้ จึงทำให้ตระกูลรัตนดิลกที่ร่ำรวยมีชื่อเสียง ต้องแตกกระจายไป เหลือแต่ความทรงจำและอนุสรณ์ของท่านเท่านั้น



บรรณานุกรม

การแต่งตั้งขุนนางไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๒๑

จดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ. ๑๒๘ ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนคร : โรงพิมพ์คุรุสภา, ๒๕๐๖

จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๒ จุลศักราช ๑๑๗๑ – ๑๑๗๔ ล.๓ กรุงเทพฯ : อมรินทร์การพิมพ์, ๒๕๒๘

ไชยยุทธ ปิ่นประดับ ประวัติความเป็นมาของอั้งยี่กับศาลเจ้าต่องย่องสู ภูเก็ต ภูเก็ต : วิเศษออฟเซ็ตคอมพิว, ๒๕๔๐

พงศาวดารนามสกุลพระราชทานจากต้นฉบับเดิม พิมพ์ในงานศพพระสุวพิทย์วิจัย ( ม.ล.สนิท สุทัศน์ ) กรุงเทพฯ : บริษัทบพิธจำกัด, ๒๕๑๓

ภูเก็จ๓๓ ภูเก็ต : กองประชาสัมพันธ์การแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งที่ ๖ ๒๕ – ๓๑ มีนาคม ๒๕๓๓

ที่ระลึก ๘๔ ปี คุณแม่จวง (ณ ถลาง) รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่งจำกัด (มหาชน), ๒๕๓๖

รายงานกิจการ พ.ศ. ๒๕๐๒ จังหวัดภูเก็ต พระนคร : บริษัทการพิมพ์วีระสัมพันธ์จำกัด, ๒๕๐๓

เรื่องตั้งเจ้าพระยากรุงรัตนโกสินทร์ ฉะบับมีรูป พระนคร : โรงพิมพ์ลหุโทษ, ๒๔๗๔

วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดภูเก็ต กรมศิลปากร, ๒๕๔๔

สงบ ส่งเมือง “วิชิตสงคราม (ทัต รัตนดิลก ณ ภูเก็ต),พระยา” สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ (๘) : ๓๓๕๑ – ๓๓๕๒

สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๒ พิมพ์ในงานศพพลเรือเอก หลวงอาจณรงค์ (อิง ช่วงสุวนิช) พระนคร : บุญส่งการพิมพ์, ๒๕๑๘

สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ อธิบายราชินีกุลบางช้าง ฉบับชำระใหม่และพิมพ์ครั้งที่ ๑ พิมพ์ในงานพระศพสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๗๑

สมบูรณ์ แก่นตะเคียน ประวัติเมืองภูเก็ต ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วิทยาลัยครูเพชรบุรี, (๒๕๒๐)

อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงอรรถมนูญเนตยาทร ( ปกครอง ณ ถลาง ) กรุงเทพฯ : กรุงเทพการพิมพ์, ๒๕๑๗


: สมบูรณ์ แก่นตะเคียน ๒๙ กันยายน ๒๕๕๐

Title : Phraya Wichitsongkram
: Somboon Kantakian

1 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

แม่เป็นคนภูเก็ต เกิดเมื่อ พ.ศ.2471 เล่าให้ฟังว่า ปู่ชื่อพุ่ม เคยทำงานกับ "พระอาราม"หรือ "พระอาหราม" ซึ่งในสมัยนั้น
เป็นเป็นบุคคลที่โด่งดังมาก และมีภรรยาชื่อ "คุณนายเคลือบ" มีบ้านช่องใหญ่โตกว้างขวางมาก อยากทราบว่า
1. คำว่าพระอาราม หรือพระอาหรามนั้น หมายถึง
ใคร หรือตำแหน่งใด
2. มีความสำคัญอย่างไร
เพื่อเป็นเกร็ดความรู้แก่ตนเอง และผู้คนทั่วไป ขอบคุณค่ะ